เสวนาเชิงวิชาการ > สนทนาศาสนธรรม
ดะวะฮฺตับลีฆ(น้องชาย)
นูรุ้ลอิสลาม:
อัสลามุอะลัยกุ้มท่านพี่น้อง
ได้สนทนากับคุณ pareet เรื่องตับลีฆอีกแล้วขอรับ ;D พี่น้องกันทั้งนั้นยังไงก็คุยกันแบบสบายๆ น่ะครับ การที่คุณ pareet บอกว่าตอนนี้เหตุการณ์ดังกล่าวที่เป็นปัญหาอยู่นั้น กำลังเป็นเรื่องส่วนมาก ผมว่าไม่จริงน่ะครับ ที่คุณบอกว่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นั้น คือปัจจุบันดะวะฮ์ตับลีฆได้รับการตอบรับอย่างกว้างขวางเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หรือเปล่า คุณเลยดูว่ามันมาก ดังนั้นองค์กรใดเริ่มขยายตัวใหญ่ขึ้น ปัญหาที่เกิดมาก็จะดูมากขึ้นก็เป็นเรื่องธรรมดานะครับ เพราะผู้ร่วมงานมีคนหลายระดับ เช่นระดับล่าง(มีความรู้น้อย) ระดับกลาง(มีวิชาความรู้และให้ผู้อื่นได้) ระดับอาวุโส (มีวิชาความรู้สำหรับตนเองและให้ผู้อื่นได้อย่างกว้างขวาง) ฉะนั้นเมื่อระดับต่างกัน การปฏิบัติก็อาจจะผิดพลาดไปบ้าง จึงเป็นหน้าที่ของผู้มีความรู้ต้องให้ความเข้าใจ
ญะมาอัตหนึ่ง 10 คน ผมไม่เชื่อหรอกว่า มีตับลีฆที่ทิ้งลูกภรรยาให้ต้องลำบากถึง 6 คน จนทำให้คุณ pareet บอกว่ามันคือส่วนมากแบบเพิ่มขึ้น เพราะบางคนที่ออกตับลีฆยังไม่มีครอบครัวก็เยอะน่ะขอรับ ดังนั้นผู้ที่ต้องการจะออกตับลีฆเขาจะต้องตรวจสอบความพร้อมของตนและครอบครัว หากญาติพี่น้องของคุณ pareet และน้องชายของคุณ del_dangerous ออกตับลีฆในลักษณะที่ไม่น่าพอใจ ผมขอแนะนำวิธีแก้ไขและชี้ให้ดังนี้นะครับ คือคุณต้องตักเตือนและชี้นำเขาด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ใช่ด้วยความอคติและมีใจค้านดะวะฮ์อยู่ก่อนแล้ว แบบนี้เขาไม่ยอมฟังคุณหรอกครับ การตักเตือนด้วยความบริสุทธิ์ใจกับความอคตินั้น ผลออกมามันต่างกันน่ะ ดังนั้น คุณกล้าหรือเปล่าล่ะที่จะไปบอกน้องชายหรือญาติของคุณว่า "จะออกตับลีฆก็ออกเถอะน่ะ แต่ต้องตระเตรียมปัจจัยต่างๆ ที่มีความจำเป็นสำหรับครอบให้ครบถ้วน และเมื่อครบถ้วนแล้ว หากมีสิ่งใดที่ขัดข้องหลังจากนั้นก็ให้มอบหมายต่ออัลเลาะฮ์" ผมเชื่อครับว่า พี่น้องของคุณต้องรับฟัง แต่หากคุณไปพูดว่า "ออกตับลีฆทำไม ทิ้งลูกทิ้งเมียและไม่ยอมเลี้ยงดูเป็นสิ่งที่หะรอม" แบบนี้คุณพูดกี่ครั้งๆ ก็ไม่ได้ผลหรอกครับ เพราะคุณเข้าไปชี้นำด้วยความอคติต่อเรื่องดะวะฮ์
อย่างเช่นที่น้องอัลฯเขาตอบพี่น้องดะวะฮ์ไปข้างตน ในกรณีที่มีคนมาถามเขาว่าออกดะวะฮ์ 3 วันได้หรือเปล่า? หากเราให้คำตอบเขาแบบบริสุทธิ์ใจ ให้เขารู้ถึงลำดับความสำคัญ พี่น้องตับลีฆผู้นั้นเขาก็ยอมรับฟังและพร้อมที่จะนำไปปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้อง เขาก็จะพยายามทำงานเพื่อเป็นปัจจัยไว้ล่วงหน้าสำหรับ 3 วันที่ต้องออกไปตับลีฆ ส่วน 27 วันนั้น เขาก็อยู่บ้านทำงานเลี้ยงดูครอบครัวเหมือนเดิม
ส่วนที่คุณ pareet พูดว่าไปชวนผู้อื่นมามัสยิดตนเองดีกว่า อันนั้นก็ถูกต้องนะครับ แต่ตับลีฆเขาไม่ได้ออกไปดะวะฮ์ข้างนอกกันทั้งปีหรือตลอดชีวิตนี่ครับ เพราะช่วงเวลาส่วนมากเขาก็เชิญชวนคนใหนบ้านเหมือนกัน
คุณ pareet กล่าวว่า
1. คนมีอันจะกินออกดะวะห์ ไม่ค่อยจะมีปัญหาหรอกครับ
2. คนที่มีการศึกษาทางด้านศาสนาอย่างเพียงพอ ไม่ค่อยมีปัญหาหรอกครับ อย่างนักเรียนไคโร
ส่วนน้อยที่มีปัญหาก็นอกจาก 2 กลุ่มนี้เหละครับ
ผมขอกล่าวว่า
เป็นตรรกที่สวยงามมากครับ เอาข้อ 1 - 2 มาบวกกัน แล้วลบกับบุคคลที่เหลือ เท่ากับกลายเป็นว่า ส่วนมากมีปัญหา :-X แล้วคนที่ไม่มีอันจะกินที่เป็นปัญหาน่ะคับ มันมีลักษณะอย่างไรหรือครับ เป็นคนยากจน คนอนาถา หรือว่าอย่างไรครับ ช่วยชี้แจงข้อเท็จจริงให้หน่อยเพราะ เผื่อว่าคุณเป็นนักสำรวจตับลีฆมาแล้วทั่วประเทศ ;D
วัสลามพี่น้อง
al-firdaus~*:
แบที่บ้านเนียตออก 40 - 4 เดือน
เนียตมานานมากแล้ว ยังไม่ได้ออกเลย
สงสัยงบประมาณที่ต้องใช้ช่วง 40 - 4 เดือน ยังไม่พอสำหรับที่บ้าน ;D ;D ;D
ตอนนี้ก็เลยเร่งทำงานอย่างหนัก เก็บเงินจะได้ออกแบบสบายใจ
สนับสนุนอย่างแรง กับการออกดะวะฮ์ของสามี เมื่อถึงเวลาจริงๆ ต้องอดทนกับการรอคอย
ไม่เป็นไรหรอก แค่นี้เอง แบไปหาความรู้ เพิ่มเติมอีหม่าน ยอมคะยอม เพื่ออาคิเราะ
ActionMask:
ลองอ่านคำตอบชองคุณ al-azhary ดีๆนะครับผมว่าตอบได้กลางมากแล้ว
ผมเองก็ไม่ออกดาวะห์ แล้วก็ยังสงสัยหรือข้องใจหลายอย่างกับการออกดาวะห์ 40 วัน 4 เดือนด้วย
แต่ต้องยอมรับว่าปัญหาที่ยกตัวอย่างมานั้นมันไม่ใช่ปัญหาของคนส่วนใหญ่ของดาวะห์นะครับเท่าที่ผมทราบ
ที่บ้านผมเอง คนดาวะห์แต่ไม่ออกเพราะออกไม่ได้ติดภาระก็มี ก็ไม่ออกแค่นั้นเอง แต่เขาก็ยังไปสามวัน ตะห์รีม กัซ ก็ไป หรือบางครั้ง มีภาระ ไปกัซไม่ได้เขาก็ไม่ไป
และที่สำคัญงานนี้ มีจุดประสงค์และเป้าหมายที่ดีนะครับ มัสยิดครึกครื้น มีชีวิตชีวาส่วนนึงก็เพราะคนกลุ่มนี้ ส่วนคนที่ตะบี้ตะบันคะยั้นคะยอ พยายามให้คนที่ไม่พร้อมออกให้ได้เนี่ย ต้องถามเป็นประเด็นไปว่ามันสมควรมั๊ย และต้องตักเตือนเขาอย่างไร เพราะบางคนก็ความรู้ไม่ได้มากแต่เขาก็อยากให้เราไปพบไปเจอสิ่งดีๆ ที่เขาพบมา จึงพยายามชวน ถ้ามันเกินเลยก็ค่อยว่ากันนะครับ
ผมเองเวลามีคนมาชวน ผมก็บอกไปว่าอินชาอัลลอฮ์ (แล้วแต่อัลลอฮ์) ถ้าอัลลอฮ์ให้ผมหายข้องใจและยอมรับการออกไปแบบนั้น ผมก็จะไปเอง เขาก็ไม่พูดอะไรต่อแล้วล่ะครีบ ของแบบนี้ใครทำใครได้ อาจจะเปรียบเทียบเหมือนกับเขากินอาหารอย่างนึงมาแล้วและอร่อยมาก เขาเลยอยากให้เราชิมบ้าง เพราะหวังดี ถ้าเราไม่อยากกินไม่ชอบก็ปฏิเสธไปแบบนุ่มนวลก้อได้ครับ
ส่วนพวกที่ทิ้งภาระให้คนในครอบครัวลำบาก ก็ลองอ่านคำตอบคุณ al-azhary ดูว่า ทำได้หรือไม่ อันไหนวาญิบ หรือ วาญิบกว่า ถามผู้รู้และตอบจากหลักชารีอะห์ก็น่าจะจบนะครับ
คนเดินดิน:
;) ;) ;)
:D :D :D
;D ;D ;D
ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่านและครอบครัว
ADB:
ผมว่าอุทธาหรณ์มันสั้นไป ที่จะตอบว่าใช่หรือไม่ผิดหรือถูก กับเรื่องการเลี้ยงดูแม่ดูแลครอบครัว กับการออกดะอฺวะฮฺ ถึงแม้ในเชิงชารีอัต และมีฮ่าดีษมาสนับสนุนก้อตาม การที่ท่านนบี สั่งห้ามชายคนหนึ่งไม่ให้ออกไปในหนทางของอัลลอฮฺ กับการญิฮาด โดยสั่งให้กลับไปดูแลมารดา ไม่ใช่เหตุผลที่เราจะนำมาใช้กับทุกๆคนได้ ฉันใดก้อฉันนั้น ไม่ใช่ว่าทุกคนจะอ้างแบบอบูบักร์ ที่ทิ้งอัสมะฮฺกับอบูกาฮาฟา ลูกสาวและพ่อที่ตาบอด โดยเหลือไว้ให้แต่อัลลอฮฺและร่อซู้ล อ้างว่าตนเองออกไปในหนทางของอัลลอฮฺ ประเด็นปัญหาที่แตกต่าง ต้องพิจารณาภาวะของบุคคล สภาพแห่งอีหม่าน และสภาวะแวดล้อมต่างๆ ประกอบกัน คงไม่ใช่กับทุกคนที่นบีจะสั่งให้กลับไปดูแลมารดาของเขา ในภาวะที่มีศึกสงคราม หรือว่าซอฮาบะฮฺทุกคนที่ออกรบ ต้องเป็นโสด หรืออยู่โดดเดี่ยวลำพังไม่มีภาระผูกพันใดๆ สำหรับฮ่าดีษของท่านนบี ที่ท่านให้ชายคนหนึ่งกลับไปดูแลมารดาของเขา อาจเป็นไปได้ว่าชายคนนี้เอาแต่ญิฮาด ทำความดีต่างๆมากมาย แต่ไม่สนใจมารดา หรือเป็นไปได้ว่ามีคนไปร่วมในกองทัพมากพอแล้ว และอีกหลายๆข้อสันนิษฐานที่ท่านนบีท่านนบี พิจารณาด้วยตัวท่านเอง เพราะฉะนั้นการที่ตอบง่าย วินิจฉัยเร็วเกินไปนัก ก้ออาจไม่ถูกซะทั้งหมด บางคนต้องการน้ำ บางคนต้องการอาหาร บางคนต้องการอากาศ บางคนต้องการที่พัก ในขณะที่บางคนต้องการยารักษาโรค มันขึ้นอยู่กับภาวะของบุคคลที่ต่างกัน ฉะนั้นหากเราไม่มีข้อมูลที่เพียงพอ ข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง พร้อมด้วยพยานหลักฐาน เราจะวินิจฉัยได้อย่างไร ว่าคนนี้สมควรไปทำฮัจย์ คนนี้สมควรแต่งงาน คนนี้สมควรเอาจริงเอาจังกับการละหมาด คนนี้สมควรไปดะอฺวะฮฺ หรือคนนี้สมควรเลี้ยงดูพ่อแม่ จะทำอะไรก่อนหลังดี ยกตัวอย่างเช่น คนๆหนึ่ง ที่วนเวียนอยู่กับการทำซินา หน้าที่ของเค้า ความจำเป็นของเค้าที่จะต้องกระทำก่อน คือควรที่จะต้องแต่งงาน เพื่อให้พ้นจากความผิดบาปที่กระทำอยู่ สมมุติว่าคนๆหนึ่ง ละหมาดดีแล้ว มีภรรยา มีครอบครัว มีเงินเก็บพอสมควร ความสำคัญของเค้า อาจอยู่ที่การไปทำฮัจย์ หรือการจ่ายซะกาต ผมมีเพื่อนอยู่คนหนึ่ง เค้าเข้าใจว่าดะวะฮฺคือความสำคัญคัญสำหรับเค้าในขณะนั้น เค้าเริ่มเริ่มจากไม่มีอะไร ไม่รู้ด้วยว่าอักษรอาลีฟ เขียนยังงัย แต่เมื่อเขากลับจากสี่เดือน เขาละหมาดได้ อ่านซูเราะห์ในละหมาดเป็น เค้ารู้จักซุนนะห์ของท่านบี ดูแลครอบครัวและดำเนินชีวิตอย่างคนที่มีศาสนาได้
สรุปแล้วอีหม่านเป็นสิ่งที่มีความสำคัญที่สุด ถ้าสภาวะแวดล้อมแห่งอีหม่าน เกิดขึ้นบนตัวเรา ในครอบครัว ญาติพี่น้อง เพื่อนสนิทมิตรสหาย คนในหมู่บ้านทั้งหมด เราคงไม่ได้ยินเสียงโอดครวญ ว่าดะอฺวะฮฺทิ้งลูกทิ้งเมียให้ได้ยินอีก ญามาอัตของซอฮาบะฮฺที่ถูกส่งไปจีน, ชมพูทวีป,ตุรกี,สเปน และอีกหลายๆแห่งบนโลก เค้าก้อเป็นมานูดอย่างเรานั่นแล คงไม่มีใครเพอร์เฟ็ค หรือพร้อม 100% นอกจากหัวใจของพวกเขาที่เต็มร้อยอยู่เสมอ
ก้อนั่นแหละเราอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง และมันไกลยิ่งกับซอฮาบะฮฺ วันนี้เราขับรถ ความสำคัญของเราควรมองผ่านกระจกหน้า ไปสู่เป้าหมายที่เราจะไป (หมายถึงการมองไปสู่อาคีเราฮฺ) แต่ความจำเป็นของเราคือกระจกมองข้าง(หมายถึงดุนยา) เหลียวไปมองมันบ้างเพราะมันคือความจำเป็น ...คนที่มองแต่ข้างหน้า หมายถึงทำงานศาสนาแบบไม่เป็นห่วงดุนยา อินชาอัลลอฮฺเค้าคงไปถึงเป้าหมาย แต่อาจโดนเสยท้าย กระแทกก้นบ้าง เป็นเรื่องธรรมดา...คนที่ที่มองแต่กระจกข้าง นานๆจะมองข้างหน้าที.....อันนี้ ไม่อยากจะคิดเลย ...ส่วนคนที่มองกระจกหน้าสลับกับมองกระจกข้างบ้าง เข้าคงไปถึงเป้าหมายแบบไร้ข้อครหา..เลือกขับเอาเองละกัน
เรื่องแปลกแต่จริง ตรรกกะที่ไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่ แต่มันเกิดขึ้นจริง ในประเทศอินเดีย ปากีสถาน และบังกลาเทศ หรือที่คนดะอฺวะฮฺเรียก IPB คือรถในสามประเทศนี้ส่วนใหญ่จะไม่มีกระจกมองข้างอ่ะ มันจึงเป็นที่มา ที่ทำให้คนสามประเทศนี้ทำงานศาสนากันอย่างทุ่มเท แบบสุดๆ ออกเจ็ดเดือน หนึ่งปี ออกตะบี้ตะบัน แล้วมันไปได้ทั่วโลกจริงๆ ไปที่ไหนก้อเจอ แม้แต่อีสานบ้านเรา ภาคเหนือภาคใต้ เค้ามีแผนที่เส้นทาง อย่างละเอียด ไม่ต้องใช้กูเกิ้ลเอิทธ์ด้วย แปลกแต่จริง!!!
นำร่อง
[0] ดัชนีข้อความ
[#] หน้าถัดไป
[*] หน้าที่แล้ว
Go to full version