เสวนาเชิงวิชาการ > สนทนาศาสนธรรม

ได้ยินข่าวน้องๆนักศึกษาแล้วน่าเป็นห่วงจริงๆ

<< < (7/8) > >>

บาชีร:

--- อ้างจาก: Goddut ที่ ก.ย. 23, 2007, 01:02 AM ---
ดังนั้น คำว่า อุสตาดปัตตานี ตรงนี้ ไม่ได้หมายถึง คนเรียนจบปัตตานี คุณกำลังเข้าใจผิดตรงนี้....
แต่ อุสตาดปัตตานี ตรงนี้หมายถึง อุสตาดเพื่อปัตตานี จริงๆ

วัสลาม...

--- End quote ---

เค้าเข้าใจผิดเพราะคุณเขียนไม่กระจ่างเอง
ผมอ่านตอนแรกยังเข้าใจแบบนั้นเลย

ส่วนเรื่องกุนูตซุบฮฺนั้น มัสฮับชาฟิอีถือว่าเป็นซุนนะฮฺมุอักกะดะฮฺ
เพราะฉะนั้น หากไม่อ่านกุนูต ละหมาดก็ใช้ได้

แล้วที่ไปละหมาดอีกครั้ง อาจเป็นละหมาดอิอาดะฮฺก็ได้(ละหมาดซ้ำอีกครั้งนึง ซึ้งทำได้)
อาจไม่ใช่ละหมาดใหม่ก็ได้โดยไปคิดว่าละหมาดแรกใช้ไม่ได้

แล้วคนที่ตามมัสฮับชาฟิอีเนี้ยเรียกว่าคณะเก่าใช้มั้ย?
ถ้าเป็นอย่างนั้นแสดงว่า คนที่บอกว่าไม่กุนูตแล้วละหมาดใช้ไม่ได้ ก็ไม่ใช่คณะเก่าจริง

บุคคลธรรมดา:
จากที่น้องดัท เล่า.........

อืมม ยังสงสัยว่า อยู่ ว่า ทำไมต้องละหมาดซุบฮฺ ใหม่
เพราะ กุนูต เป็น สุนัต
แล้ว การเข้าใจว่า  กุนูต คือ วายิบ ต้องทำในละหมาด นั้น ผิดหรือไม่

(ขอนอกประเด็นหน่อย) 8)

asha-ira:
ปกติประเทศไทยบ้านเรานั้นจะยึดปฏิบัติตามมัซฮับชาฟิอีย์  ปัจจุบันการสื่อสารสะดวกสามารถไปเรียนต่างประเทศได้ ต่างคนก็ไปศึกษาแนวทางที่ต่างกัน  แล้วนำมาบอกกล่าวแก่พี่น้อง  การปฏิบัติจึงแตกต่างกัน  คนรุ่นเก่าจึงดูว่ามันเป็นเรื่องแปลกจึงเกิดปฏิกิยาต่อต้านโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์  แต่ในขณะเดียวกันดันไปมีกลุ่มหนึ่งเกิดขึ้นมาซึ่งพวกเขามีความเชื่อว่าแนวปฏิบัติของเขาเท่านั้นที่ถูกส่วนคนอื่นจะดูผิด  ผู้ที่รับแนวทางนี้มารู้สึกว่ากำลังได้รับอะไรใหม่ ๆ ทำให้ตนเองดูดี  พวกชีอะฮ์ก็เหมือนกันที่ใครได้เข้าไปเป็นชีอะฮ์ก็จะรู้สึกว่าตนเองได้รับอะไรใหม่ ๆ ทำให้ตนเองดูดี  ดังนั้นสรุปคือการที่เชื่อว่าตนเองเท่านั้นที่มีหลักปฏิบัติที่ถูกต้อง  เป็นมูลเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการมองหน้ากันไม่ติด

Goddut:
ใช่ครับ เราได้เคยบอกไปแล้ว

ผมเองได้เขียน ลงในเวปไซต์ แห่งนี้เกี่ยว การละหมาด ซึ่งในกุนูต ได้เขียนไว้ในส่วนของ สุนัตอับอาบ ไปแล้วไม่ใช่วายิบ

แต่ต้องยอมรับจริงๆ ว่ามีน้องๆ หลายคนคิดว่า ไม่กุนูต ไม่ได้ ก็บอกแล้วว่าเกิดจากการขาดความรู้เท่านั้น

ไม่ใช่คิดว่าตัวเองมีความรู้แต่อย่างใด

วิธีจัดการง่ายมากคือ เข้าไปคุย แล้วก็ยกหลักฐานส่วนอื่นๆ นำเสนอ เขาก็จะเข้าใจใหม่แล้วครับ แต่การที่มันเป็นปัญหากัน

ผมมองว่าเพราะเขาไม่ยอมให้เข้าไปคุยด้วย หรือยอมรับฟัง เนื่องจาก อีกกลุ่มมันดันไปตราหน้าเขาว่า บิดอะตกนรกเสียแล้ว

พวกเขาก็เลยยอมไม่ได้เหมือนกันที่จะให้คนที่มาด่าเขา มาสอนเขา แล้วจะให้เขาเชื่ออีก

ตัวอย่างง่าย ถ้าผมด่าพวกคุณ "โง่ๆ แค่นี้ก็ไม่รู้ ทำแบบนี้ ตกนรกพวกแกตกนรกกันแล้วล่ะ จะสอนให้เอาไหมที่ขึ้นสวรรค์ น่ะ"

คำตอบของพวกคุณ คงจะเป็น "เออเมิงเก่ง เมิงขึ้นสวรรค์คนเดียว กุก็มีอาจารย์ของกุ เก่งกว่าเมิงอีก ไม่เชื่อเมิงหรอก"   จบ...

วัลลอฮฺอะลัม
วัสลาม..

asha-ira:
สลามุลลอฮิอะลัยกุ้ม

ต่อๆ ไปมุสลิมเราต้องเผชิญกับความหลากหลายในหลักการปฏิบัติและหลักอะกีดะฮ์ที่จะเกิดขึ้นในสังคม  แต่ความรุนแรงนั้นเพียงได้แค่บรรเทา  เนื่องจากหลักอะกีดะฮ์ของวะฮาบีนั้น  พวกเขาชื่อว่าพวกเขาเท่านั้นที่ถูก  พวกเขาเท่านั้นคืออะฮ์ลิสซุนนะฮ์วัลญะมาอะฮ์  ส่วนแนวทางอื่นบิดอะฮ์ตกนรกกันหมด  และวะฮาบีเองก็มีความเชื่อว่าหากใครไม่ฮุกุ่มแนวทางอื่นบิดอะฮ์เขาย่อมทำบิดอะฮ์ด้วย  ใครไม่ฮุกุ่มแนวทางอื่นเป็นการเฟร(เช่นชีอะฮ์) เขาย่อมเป็นกาเฟรด้วย  ซึ่งพวกชีอะฮ์ก็มีจุดยืนเดียวกับวะฮาบี  แต่วะฮาบีที่ไม่รุนแรงก็พอมีอยู่ซึ่งพวกเขาสามารถอยู่ร่วมกับพี่น้องคนอื่นได้ตามปกติ  สรุปคือต่อไปข้างหน้ามุสลิมเมืองไทยต้องพบกับความแตกต่างหลากหลาย

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

[*] หน้าที่แล้ว

Go to full version