เสวนาเชิงวิชาการ > สนทนาศาสนธรรม

อีดอีดิลอัฎฮา ????

(1/4) > >>

read:
Tweet
 salam
ผมของเสนอ บทความเกี่ยวกับการออกอีดอีดิลอัฎฮา ทั้งสอง บทความ บทความหนึ่งเป็นของ อาจารย์ มูรีด อีกบทความหนึ่ง เป็นของ อาจารย์  ฟัยรูซ 
ถ้าเป็ไปได้ อยากให้พี่น้องช่วย วิจารย์ หน่อยครับ ว่าเหมาะสม หรือ ไม่ เหมาะสม อย่างไร

read:
อาจารย์ มูรีด

เนื่องด้วยปีนี้ (พ.ศ. 2549) เมืองไทยออกอีดอีดิลอัฎฮา 2 วัน นั่นคือวันเสาร์ที่ 30 ธ.ค. 49 และวันอาทิตย์ที่ 31 ธ.ค. 49 จึงสร้างความสับสนให้แก่พี่น้องมุสลิมในเมืองไทยเป็นอย่างยิ่ง โดยพวกเขาตัดสินใจไม่ได้ว่าตนเองจะออกอีดอีดิลอัฎฮาวันไหนกันแน่? บางคนกล่าวว่า ฉันจะออกตามคำประกาศของประเทศซาอุดิอาระเบีย เพราะวันวุกุฟ ( وقوف )  หรือวันอะเราะฟะฮฺ ( عرفة  ) มีที่ประเทศซาอุดิอาระเบียเพียงแห่งเดียวเท่านั้น ส่วนอีกใจหนึ่งก็ยังกังวลกับคำประกาศจากสำนักจุฬาราชมนตรีว่าด้วยความเชื่อเดิมที่ว่าต้องปฏิบัติตามผู้นำ สิ่งต่างๆ ข้างต้นเป็นความกังวลที่ทวีเพิ่มมากขึ้นในการออกอีดอีดิลอัฎฮาปีนี้ (2549) เป็นอย่างยิ่ง ผู้เขียน (มุรีด ทิมะเสน) ขอชี้แจงตัวบทหลักฐานที่เป็นข้อสรุปว่าเราจะได้ตัดสินใจว่าปีนี้ (2549) เราจะออกอีดอีดิลอัฎฮาวันไหนกันแน่?

 

 

     ประการแรก ท่านรสูลุลอฮฺสั่งใช้พวกเรา หมายถึงมุสลิมทั้งหมดออกอีดิลฟิฏริ ( عيدالفطر ) และอีดิลอัลอัฎฮา (عيدالأضحي ) โดยพร้อมเพรียงกัน

 

     ท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺเล่าว่า " صومكم يوم تصومون وفطركم يوم يفطرون وأضحاكم يوم تضحون " ความว่า "การถือศีลอดของพวกท่าน คือวันที่พวกท่านทั้งหลายถือศีลอด และวันอีดิลฟิฏริของพวกท่าน คือวันที่พวกท่านทั้งหลายออกอีดิลฟิฎริกัน และวันอีดิลอัฎฮา (หรือวันเชือด) ของพวกท่าน คือวันที่พวกท่านทั้งหลายออกอีดิลอัฎฮา (หรือเชือดสัตว์พลี) กัน"

     (บันทึกโดยอบูดาวูด หะดีษที่ 2324,บัยหะกีย์ หะดีษที่ 8300 และอัดดารุฎนีย์ หะดีษที่ 34)

 

     อีกหลักฐานหนึ่ง ท่านหญิงอาอิชะฮฺเล่าว่า " الفطر يوم يفطر الناس والأضحي يوم يضحي الناس " ความว่า "วันอีดิลฟิฏริ คือวันที่ผู้คนทั้งหลายออกอีดิลฟิฏริกัน และวันอีดิลอัฎฮาคือวันที่ผู้คนทั้งหลายออกอีดิลอัฎฮากัน"

     (บันทึกโดยอัดดารุฏนีย์ หะดีษที่ 31 และท่านอับดุรฺเราะซาก หะดีษที่ 7304)

 

     หลักฐานทั้งสองข้างต้นบ่งชี้ให้เห็นอย่างชัดเจน กล่าวคือท่านรสูลุลลอฮฺระบุว่าวันอีดิลอัฎฮาของพวกท่าน ก็คือวันที่พวกท่านทั้งหลายออกอีดิลอัฎฮา ประโยคที่ระบุว่า พวกท่านทั้งหลายออกอีดิลอัฎฮา หมายถึง ประชาชาติของมุสลิมทั้งหมดไม่พิจารณาว่ามุสลิมผู้นั้นจะอยู่ในประเทศใด,ดินแดนใด หรือเชื้อชาติใดก็ตาม, อีกทั้งท่านหญิงอาอิชะฮฺยังกล่าวไว้ว่า "วันอีดิลอัฎฮาคือวันที่ผู้คนทั้งหลายเขาออกอีดิลอัฎฮากัน" คำว่าผู้คนทั้งหลายก็หมายถึงประชาชาติมุสลิมทั้งหมดนั่นเอง เฉกเช่นท่านนบีเคยกล่าวว่า " صلوا كما رأيتموني أصلى " ความว่า "พวกท่านทั้งหลายจงนมาซเสมือนเห็นฉันนมาซ" (บันทึกโดยบุคอรีย์) หะดีษข้างต้นท่านนบีพูดกับนบรรดาเศาะหาบะฮฺ แต่มิได้หมายความว่าเฉพาะบรรดาเศาะหาบะฮฺเท่านั้นที่นมาซเหมือนการนมาซของท่านบีเท่านั้น แต่นั่นหมายรวมว่า มุสลิมทุกคนไม่ว่ามุสลิมผู้นั้นจะอยู่ประเทศไหน,ดินแดนไหน หรือเชื้อชาติไหนวาญิบจะต้องนมาซเสมือนการนมาซของท่านนบีมุหัมมัดทุกคนนั่นเอง

 

     ประการที่สอง วันอีดิลอัฏฮาต้องเป็นวันเดียวกัน เนื่องจากมีหะดีษระบุชัดเจนว่า วันอีดิลอัฎฮาเป็นวันสำคัญของมุสลิมทั่วโลก ดั่งหลักฐานต่อไปนี้

 

     ท่านอุกบะฮฺ บุตรของอามิรฺเล่าว่า ท่านรสูลุลลอฮฺกล่าวว่า

     " يوم عرفة ويوم النحر وأيام التشريق عيدنا أهل الإسلام وهي أيام أكل وشرب " ความว่า "วันอะเราะฟะฮฺและวันนะหฺริและวันตัชรีก คือวันอีดของพวกเราชาวอิสลาม คือวันแห่งการกินและการดื่ม"

     (บันทึกโดยอบูดาวูด หะดีษที่ 2066 บทว่าด้วยการถือศีลอด,ติรฺมิซีย์ หะดีษที่ 704, นะสาอีย์ หะดีษที่ 2954, อะหฺมัด หะดีษที่ 16739 และอัดดาริมีย์ หะดีษที่ 1699) สถานะของหะดีษถือว่า เศาะหี้หฺ (صحيح) อ้างจากหนังสือ " صحيح سنن الترمذي" เล่ม 1 หน้า 407-408 ลำดับหะดีษที่ 773

 

     หะดีษข้างต้นท่านรสูลุลลอฮฺพูดไม่คลุมเครือ, ท่านรสูลกล่าวว่า "วันอะเราะฟะฮฺ" ซึ่งท่านรสูลมิได้กล่าวว่าวันที่ 9 ซุลหิญะฮฺ หากท่านรสูลกล่าวว่า วันที่ 9 ซุลหิจญะฮฺ เราอาจจะอ้างได้ว่า 9 ซุลหิจญะฮฺของประเทศใครประเทศมัน แต่นี้ท่านรสูลกล่าวชัดเจนว่า วันอะเราะฟะฮฺ ซึ่งวันอะเราะฟะฮฺบรรดาผู้ประกอบพิธีหัจญ์จะไปรวมตัวกันที่ทุ่งอะเราะฟะฮฺ บางคนจึงเรียกวันอะเราะฟะฮฺว่าวันวุกูฟ (وقوف คือการหยุดพำนัก) ก็มี, เมื่อท่านนบีบอกว่าวันอะเราะฟะฮฺ คำถามต่อมาคือ วันอะเราะฟะฮฺ หรือวันวุกูฟนั้นมีที่ไหนบ้าง? คำตอบคือ เมืองไทยไม่มีวันอะเราะฟะฮฺ หรือวันวุกูฟหรอกนะครับ มีแต่ที่ประเทศซาอุดิอาระเบียแห่งเดียวเท่านั้น ฉะนั้นเมื่อวันอะเราะฟะฮฺมีที่เดียวจึงไม่ต้องแปลกใจ เพราะเมื่อเป็นเช่นนั้นเราก็ต้องฟังการประกาศวันวุกูฟที่ประเทศซาอุฯ เท่านั้น โดยปีนี้ (2549) ทางรัฐบาลซาอุฯ ประกาศวันวุกูฟ หรือวันอะเราะฟะฮฺตรงกับวันศุกร์ที่ 29 ธันวาคม 2549

 

      ประการต่อมา ท่านรสูลุลอฮฺพูดต่อว่า "วันนะหฺริ" คือวันเชือด วันเชือดคือวันอีดิลอัฏฮา หรือวันที่ 10 ซุลหิจะฮฺนั่นเอง ฉะนั้นเมื่อเรารู้ว่าวันอะเราะฟะฮฺเป็นวันใดวันถัดไปก็เป็นวันอีดิลอัฎฮา (ซึ่งปีนี้วันอีดิลอัฏฮาก็ตรงกับวันเสาร์ที่ 30 ธันวาคม 49)

 

     ประการต่อมา ท่านรสูลุลลอฮฺพูดต่อว่า "วันตัชรีก" คือวันที่ 11,12 และ 13 ซุลหิจญะฮฺ ซึ่งเป็นวันที่ศาสนายังอนุญาตให้เชือดเนื้อกุรฺบานได้ (ซึ่งปีนี้ก็จะตรงกับวันที่ 31 ธ.ค. 49 และวันที่ 1 และ 2 มกราคม 2550)

 

     ประการต่อมา ท่านรสูลุลลอฮฺก็พูดต่ออีกว่า (วันอะเราะฟะฮฺ,วันอีดิลอัฎฮา และวันตัชรีก) คือวันอีด (วันรื่นเริง) ของพวกเราชาวอิสลาม ซึ่งเป็นที่อนุญาตให้กินให้ดื่มนั่นเอง (ยกเว้นวันอะเราะฟะฮฺที่มีสุนนะฮฺให้ถือศีลอด), พี่น้องมุสลิมทุกท่านครับ สำนวนของหะดีษข้างต้นไม่คลุมเครือเลยแม้แต่น้อย วันอะเราะฟะฮฺ,วันอีดิลอัฎฮา และวันตัชรีกคือวันอีดของพวกเราชาวอิสลาม ฉะนั้นพูดง่ายๆ ท่านนบีมุหัมมัดระบุว่าให้พี่น้องมุสลิมทั้งหมดที่เป็นประชาชาติของท่านบีมุหัมมัดให้ร่วมกันเฉลิมฉลองวันต่างๆ ข้างต้น ไม่ว่ามุสลิมในประเทศใด,ทวีปใด,ดินแดนใด หากเป็นมุสลิม (อะฮุลอิสลาม) จำเป็นจะต้องออกอีดิลอัฎฮาด้วยความพร้อมเพรียงกันทั้งหมด เมื่อเป็นเช่นนั้นมุสลิมคนใดหรือองค์กรมุสลิมใดที่มีวันอะเราะฟะฮฺไม่ตรงกัน และออกอีดิลอัฎฮาไม่ตรงกันนั้น ต้องชี้แจงแล้วละครับว่าเป็นเพราะสาเหตุใดจึงไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของท่านนบีมุหัมมัด (صلى الله عليه وسلم ) ?

 

     อีกหลักฐานหนึ่ง ท่านอบูเกาะตาดะฮฺเล่าว่า " أن رسول الله صلى الله عليه وسلم سئل عن صوم يوم عرفة فقال يكفر السنة الماضية الباقية " ความว่า "ท่านรสูลุลลอฮฺเคยถูกถามเกี่ยวกับการถือศีลอดในวันอะเราะฟะฮฺ ท่านรสูลกล่าวตอบว่า (บุคคลที่ถือศีลอดในวันอะเราะฟะฮฺ) เขาจะถูกอภัยโทษ (บาปเล็ก) ในปีที่ผ่านมาและในปีถัดไป" (บันทึกโดยมุสลิม หะดีษที่ 1977 และติรฺมิซีย์ หะดีษที่ 698)

 

     โปรดสังเกตว่า หะดีษข้างต้นระบุว่า ถือศีลอดในวันอะเราะฟะฮฺ ไม่ใช่ถูกถามว่าถือศีลอดในวันที่ 9 ซุลหิจญะฮฺ หากมีผู้ถามว่าถือศีลอดในวันที่ 9 ซุลหิจญะฮฺ เราก็ยังพออนุมานได้ว่า วันที่ 9 ซุลหิจญะฮฺของประเทศใครประเทศมัน แต่นี่ระบุชัดเจนว่า ถือศีลอดในวันอะเราะฟะฮฺ ซึ่งวันอะเราะฟะฮฺมีสถานที่เดียวนั่นคือที่ประเทศซาอุฯ ซึ่งเป็นวันที่ 9 ซุลหิจญะฮฺนั่นแน่นอนครับ แต่เป็นวันที่ 9 ซุลหิจญะฮฺที่ต้องตรงกับวันอะเราะฟะฮฺด้วยเช่นกัน ฉะนั้นประเด็นที่อ้างว่าวันที่ 9 ซุลหิจญะฮฺของแต่ละประเทศก็ถือว่าฟังไม่ขึ้นและไม่มีน้ำหนักที่เพียงพอ

 

     ประการต่อมา ท่านอบูสะอีด อัลคุดรีย์เล่าว่า ท่านรสูลุลลอฮฺกล่าวว่า

" نهى رسول الله صلى الله عليه وسلم عن صيامين يوم الأضحى ويوم الفطر " ความว่า "ท่านรสูลุลลอฮฺห้ามการถือศีลอด 2 วันด้วยกันคือ วันอีดิลอัฏฮา และวันอีดิลฟิฏริ" (บันทึกโดยติรฺมิซีย์ หะดีษที่ 772) สถานะของหะดีษถือว่า เศาะหี้หฺ, อ้างจากหนังสือ " صحيح سنن الترمذي " เล่ม 1 หน้า 407 ลำดับหะดีษที่ 772.

 

     หะดีษข้างต้นชัดเจนครับว่า ท่านรสูลห้ามถือศีลอดในวันอีดิลฟิฎริ และอีดิลอัฎฮา เมื่อเป็นเช่นนั้นปีนี้ก็จะต้องสับสนแล้วละครับ กล่าวคือ วันอะเราะฟะฮฺตรงกับวันศุกร์ 29 ธันวาคม 2549 และวันอีดิลอัฎฮาตรงกับวันเสาร์ที่ 30 ธันวาคม 2549 แต่มุสลิมบางกลุ่มในประเทศไทยออกอีดิลอัฎฮาในวันอาทิตย์ที่ 31 ธันวาคม 2549 ฉะนั้นหากมุสลิมที่ออกอีดในวันอาทิตย์มีสุนนะฮฺให้ถือศีลอดในวันเสาร์ แต่ไปตรงกับวันอีดิลอัฏฮาของมุสลิมที่ออกตามประเทศซาอุฯได้ประกาศ  ก็เท่ากับว่าบุคคลผู้นั้นฝ่าฝืนคำสั่งของท่านนบีที่ถือศีลอดในวันอีดิลอัฏฮา ซึ่งเป็นวันที่ท่านรสูลห้ามถือศีลอดนั่นเอง  (อีกทั้งผู้ที่จะถือศีลอดในวันเสาร์จะเนียตวันถือศีลอดสุนนะฮฺวันอะเราะฟะฮฺก็ไม่ได้ เพราะถือศีลอดไม่ตรงกับวันอะเราะฟะฮฺที่ประเทศซาอุฯ ซึ่งเป็นวันศุกร์)

 

     ประเด็นคำถาม อาจจะมีผู้กล่าวอ้างว่า "มุสลิมในประเทศไทยรอฟังการกำหนดวันอะเราฟะฮฺ หรือวันวุกูฟที่ประเทศซาอุฯ นั่นย่อมหมายความว่า มุสลิมทำอิบาดะฮฺตามคำสั่งของประเทศซาอุฯ ซึ่งอันนี้ก็ไม่มีข้อบัญญัติในศาสนาไว้เลยมิใช่หรือ?"

 

     คำตอบคือ ข้ออ้างข้างต้นถือว่าไม่มีน้ำหนักที่เพียงพอนะครับ กล่าวคือการที่เรายึดถือวันอะเราะฟะฮฺ (วันวุกูฟ) หรือวันสำคัญอื่นๆ ในศาสนานั้นเนื่องจากเป็นบทบัญญัติที่ระบุไว้ในหะดีษเศาะหี้หฺซึ่งกล่าวมาแล้วข้างต้น แต่ด้วยสถานที่ซึ่งเรียกว่าอะเราะฟะฮฺมีแห่งเดียวบนโลกดุนยานี้คือ มีที่ประเทศซาอุฯ เท่านั้น เราจึงต้องฟังการประกาศจากรัฐบาล หรือองค์กรสูงสุดที่ชี้ขาดเกี่ยวกับศาสนาของประเทศซาอุฯ ว่าประกาศวันอะเราะฟะฮฺตรงกับวันไหน ไม่ใช่เราตามประเทศซาอุฯ  ซึ่งประเทศซาอุฯ ไม่ได้บัญญัติให้บุคคลใดถือศีลอด, นมาซอีด หรือเชือดกุรฺบาน แต่สิ่งข้างต้นที่เรียกว่าอิบาดะฮฺนั้น พระองค์อัลลอฮฺทรงเป็นผู้กำหนดไว้แต่เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น 

 

     ประเด็นต่อมา อาจมีบางคนอ้างว่า "เรานมาซอีดิลอัฏฮาตามมักกะฮฺได้อย่างไร เพราะเวลาต่างกันตั้งหลายชั่วโมง?"

 

     คำตอบคือ คำกล่าวอ้างข้างต้นนั้นไม่ถูกประเด็นนะครับ วันอะเราะฟะฮฺ หรือวันอีดิลอัฏฮาถูกระบุในเรื่องของ "วัน" ไม่ใช่พูดประเด็นของ "เวลา"  อนึ่ง เวลาของการนมาซเราก็พูดไปตามท้องถิ่นนั้นๆ เช่นได้เวลาดวงอาทิตย์ตกดินเราก็นมาซมัฆริบ นี่เราพูดถึงเวลา อย่าว่าแต่ประเทศซาอุฯ เลยครับ แม้แต่เวลานมาซในประเทศไทยยังไม่ตรงกันเลยนะครับ เช่นเวลานมาซมัฆริบของมุสลิมกรุงเทพฯ กับมุสลิมภาคใต้ก็ไม่ตรงกัน ต่างกันก็ตั้งหลายนาที ฉะนั้นโปรดเข้าใจใหม่ว่า เรื่องวันอีดิลอัฏฮานั้นจะต่างกันก็เพียงแค่เวลา ส่วนเรื่องวันนั้นไม่ต่างกัน

 

     ประเด็นต่อมา  อาจมีบางคนตั้งคำถามว่า "ศาสนากำหนดวันอีดทั้งสองในครั้งที่ท่านนบีมุหัมมัดฮิจญ์เราะฮฺ (อพยพ) มายังนครมะดีนะฮฺใหม่ๆ ส่วนวันอะเราะฟะฮฺเพิ่งจะมาบัญญัติทีหลัง จึงถือว่าวันอะเราะฟะฮฺไม่เกี่ยวกับวันอีดิลอัฏฮาเลยนี่?"

 

     คำตอบคือ ประการแรก โปรดเข้าใจก่อนว่า เรื่องของหัจญ์นั้นมีมาตั้งแต่สมัยนบีอิบรอฮีมแล้วนะครับ  อีกทั้งนักวิชาการก็ระบุว่า เรื่องของหุกุมหัจญ์นั้นถูกประทานมาก่อนแล้ว ส่วนที่ท่านนบียังไม่ได้ประกอบพิธีหัจญ์ในช่วงแรกนั้น อาจจะะมีสาเหตุอันจำเป็น ส่วนจะเป็นสาเหตุใดนั้น วัลลอฮุอะอฺลัม (พระองค์อัลลอฮฺทรงรู้ดียิ่ง)

 

     ประการที่สอง ความจริงเรื่องสิ่งที่ถูกประทานมาทีหลังนั้นย่อมเป็นการยืนยันในสิ่งที่ผ่านมา แม้ว่าวันอะเราะฟะฮฺจะมาทีหลังก็ตาม แต่เมื่อวันอีดิลอัฏฮาถูกกำหนดให้อยู่หลังวันอะเราะฟะฮฺนั่นก็เท่ากับว่า เป็นบทบัญญัติที่ท่านรสูลสั่งใช้ให้เราปฏิบัติตามสุนนะฮฺดังกล่าวนั่นเอง ตัวอย่างเช่น

     ช่วงแรกของการเผยแพร่อิสลามท่านนบีกล่าวว่า " من قال لا إله إلا الله دخل الحنة " ความว่า บุคคลใดที่กล่าว ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ ได้เข้าสวรรค์" (บันทึกโดยติรฺมิซีย์ หะดีษที่  2562) ซึ่งท่านซุฮฺรีย์ถูกถามเกี่ยวกับคำพูดของท่านรสูลุลลอฮฺที่กล่าวว่า " من قال لا إله إلا الله دخل الحنة " ความว่า บุคคลใดที่กล่าว ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ ได้เข้าสวรรค์" เขากล่าวว่า " إنما كان هذا في أول الإسلام قبل نزول الفرائض والإمر النهي" ความว่า " แท้จริงหะดีษข้างต้นถูกกล่าวในช่วงแรกของอิสลามก่อนการประทานสิ่งที่เป็นฟัรฺฎุและคำสั่งห้าม (ต่างๆ) ของศาสนา" (บันทึกโดยติรฺมิซีย์ หะดีษที่ 2562 และอะหฺมัด หะดีษที่ 21572)

 

     จากหะดีษที่กล่าวมาข้างต้นพอสรุปได้อย่างชัดเจนแล้วว่า วันอะเราะฟะฮฺ จะต้องฟังการประกาศจากประเทศซาอุดิอาระเบียเท่านั้นเพราะมีสุนนะฮฺให้มุสลิมทั่วไปถือศีลอดตรงกับวันอะเราะฟะฮฺ และวันอีดิลอัฏฮานั้นเป็นวันอีดของพวกเรา หมายถึงมุสลิมทั้งหมดที่เป็นประชาชาติของท่านนบีมุหัมมัดซึ่งออกอีดโดยพร้อมเพรียงกัน. والله أعلم

http://www.mureed.com/article/Eid_No_Wait/Eid_No_Wait.htm

read:
 อาจารย์  ฟัยรูซ

อีดิ้ลอัฎฮา หรือ อีดิ้ลฮัจญ์.


อีดิ้ลอัฎฮา หรือ อีดิ้ลฮัจญ์

เรียบเรียงโดย  ฟัยรูซ  อยู่เป็นสุข

ทุกครั้งที่ใกล้เทศกาลฮัจญ์ มักมีการพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องของการกำหนดวันอีดิ้ลอัฎฮาประจำปี ซึ่งก็มีมาตรฐานในการกำหนดวันอีดิ้ลอัฎฮาอยู่หลายประการด้วยกัน มาตรฐานประการหนึ่งซึ่งใช้ในการกำหนดวันอีดิ้ลอัฎฮาประจำปีนั้นๆ ก็คือ การรอฟังผลการประกาศจากประเทศซาอุดิอาระเบีย ซึ่งในมาตรฐานนี้จะยึดเอาวันอะเราะฟะฮฺของประเทศซาอุดิอาระเบียเป็นเกณฑ์ อย่างไรก็ตาม แม้ว่ามุสลิมหลายประเทศมีความพยายามที่จะให้วันอีดิ้ลอัฎฮาตรงกับวันวุกูฟ หรือวันอะเราะฟะฮฺในประเทศซาอุดิอาระเบีย แต่ก็ยังมีมุสลิมอีกหลายกลุ่มที่มีความเห็นว่า การยึดเอาวันในของประเทศซาอุดิอาระเบียเป็นเกณฑ์ เพื่อกำหนดวันอีดิ้ลอัฎฮาของแต่ละประเทศนั้นไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขของหลักการอิสลาม  ดังหลักฐานและเหตุผลต่อไปนี้ :

1. ท่านนบีมุฮัมมัด (ศ็อลฯ) กำหนดวันอีดิ้ลอัฎฮาให้เป็นวันสำคัญของชาวมุสลิมในปีที่lสองของการอพยพ ซึ่งก่อนการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ของท่านถึง  9 ปี ดังนั้น หากวันอีดิ้ลอัฎฮาตั้งอยู่บนเงื่อนไขของวันในการประกอบพิธีฮัจญ์ในมักกะฮฺแล้ว ด้วยเหตุใด ท่านนบี (ศ็อลฯ)จึงกำหนดให้มีการเฉลิมฉลองวันอีดิ้ลอัฎฮาถึง 9 ปี ก่อนการกำหนดให้มีการประกอบพิธีฮัจญ์

2. ท่านนบี (ศ็อลฯ) กำหนดวันอีดิ้ลอัฎฮาด้วยการปรากฏของจันทร์เสี้ยว/การเห็นจันทร์เสี้ยวเพียงเท่านั้น  ดังที่ปรากฏในหะดีษว่า “หิลาล (จันทร์เสี้ยว)ของซุลฮิจญะฮฺ นั้นสำหรับการเชือดสัตว์พลี”

3. ท่านนบี (ศ็อลฯ)ถือศีลอดในวันที่ 9 ซุลฮิจญะฮฺ ไม่ใช่วันอะเราะฟะฮฺในมักกะฮฺ

4. ถ้าวันอีดิ้ลอัฎฮาตั้งอยู่บนเงื่อนไขของวันในการประกอบพิธีฮัจญ์แล้ว ด้วยเหตุใดท่านนบี (ศ็อลฯ) จึงไม่มีความพยายามที่จะสอบถามถึงวันอะเราะฟะฮฺในมักกะฮฺเพื่อกำหนดการเฉลิมฉลองวันอีดิ้ลอัฎฮาในมะดีนะฮฺ  เพราะภายหลังการพิชิตมักกะฮฺแล้ว  ไม่มีความยากลำบากใดๆ ที่ท่านขอให้เศาะฮะบะฮฺแจ้งข่าวของวันอะเราะฟะฮฺในนครมักกะฮฺให้ท่านทราบ  และท่านนบี (ศ็อลฯ)เองก็ไม่มีความพยามยามที่จะรับทราบ หรือ แจ้งให้ชาวเมืองมะดีนะฮฺทราบว่า การประกอบพิธีฮัจญ์ในนครมักกะฮฺจะมีขึ้นเมื่อใด  อีกทั้งประชาคมมุสลิมทั้งหมดต่างก็ทำการเฉลิมฉลอง และทำการนมาซอีดิ้ลอัฎฮาตามการปรากฏเห็นของจันทร์เสี้ยวของเดือนซุลฮิจญะฮฺ  นอกจากนี้ท่านนบี (ศ็อลฯ)ยังเคยทำการนมาซอีดิ้ลอัฎฮาในระหว่างที่ท่านอยู่ในการเดินทาง และยังได้ทำกุรฺบานภายหลังการนมาซในวันที่ 10 ของเดือนซุลฮิจญะฮฺเช่นดียวกัน

5. บรรดาคุละฟาอฺและบรรดาเศาะฮาบะฮฺต่างทราบกันดีว่า จันทร์เสี้ยวของเดือนซุลฮิจญะฮฺนั้นไม่สามารถปรกฏให้เห็นได้ทุกๆ ที่ในวันเดียวกัน  ดังนั้น ท่านเหล่านั้นจึงไม่มีความพยายามที่จะประกาศแจ้งให้พี่น้องมุสลิมในเมืองใกล้เคียงทราบถึงการกำหนดวันในการประกอบพิธีฮัจญ์  ด้วยเหตุนี้ พี่น้องมุสลิมทั้งหมดจึงทำการเฉลิมฉลองวันอีดิ้ลอัฎฮาตามสถานที่และวันที่มีการปรากฏเห็นของจันทร์เสี้ยว

6. บรรดาฟุเกาะฮาอฺทั้งหมดต่างลงมติอย่างเป็นเอกฉันท์ว่าวันอีดิ้ลอัฎฮานั้น คือวันที่ 10 ซุลฮิจญะฮฺ และให้ใช้การปรากฏเห็นของจันทร์เสี้ยวในการกำหนดวันดังกล่าว และไม่มีผู้ใดที่กล่าวว่าวันอีดิ้ลอัฎฮา คือ วันที่ 10 ซุลฮิจญะฮฺในมักกะฮฺ หรือ วันหลังจากวันอะเราะฟะฮฺที่มักกะฮฺ  คือวันอีดิ้ลอัฎฮา

7. อัล-กุรฺอานกล่าวว่า  “อะหิลละฮฺ (จันทร์เสี้ยวทั้งหลาย) นั้นสำหรับการกำหนดวันต่าง (ตามปฏิทินอิสลาม) และการประกอบพิธีฮัจญ์"  ดังนี้ จะทำอย่างไรสำหรับผู้ที่ปฏิบัติตามประเทศซาอุดิอาระเบียหากว่า

7.1 วันในการประกอบพิธีฮัจญ์นั้น ได้รับการยืนยันอย่างแน่นอนว่า ไม่ได้กำหนดโดยการเห็นจัทร์เสี้ยวเดือนซุลฮิจญะฮฺของมักกะฮฺ  หรือ

7.2 จันทร์เสี้ยวเดือนซุลฮิจญะฮฺไม่ปรากฏเห็น ในวันที่ทางการซาอุดิอาระเบียประกาศ หรือ อ้างว่าเป็นวันสุดท้ายของเดือนซุลเกาะดะฮฺ

ทั้งนี้เนื่องจาก วันตามปฏิทินของประเทศซาอุดิอาระเบียนั้น ได้รับการยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญทางด้านดาราศาสตร์ และบรรดาอุละมาอฺในหลายประเทศว่า ไม่ถูกต้องมาเป็นเวลาหลายทศวรรษแล้ว เช่นในปีฮิจเราะฮฺศักราชที่ 1419 ซึ่งทางการซาอุดิอาระเบียประกาศการเข้าเดือนเราะมะฎอน และการกำหนดวันอีดทั้งสอง รวมทั้งวันในการประกอบพิธีฮัจญ์นั้น ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นวันก่อนวันที่จะเกิดจันทร์ดับ (New Moon) ทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตามเราในฐานะชาวไทยมุสลิม  แน่นอนว่าไม่มีความสามารถที่จะดำเนินการในการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานในเรื่องของการกำหนดวันต่างๆ ของประเทศซาอุดิอาระเบียได้ แต่เรามีสิทธิที่จะไม่ปฏิบัติตามการประกาศการเข้าเดือนใหม่ (หรือเดือนซุลฮิจญะฮฺ)ของประเทศซาอุดิอาระเบีย เพื่อใช้ในการกำหนดวันอีดิ้ลอัฎฮาของเรา (ในประเทศไทย)  เพราะเราจะทำอย่างไรถ้าหากปรากฏว่าวันที่ 10 ซุลฮิจญะฮฺมี 2 วัน หรือมาตรฐาน คือ วันที่ 10 ซุลฮิจญะฮฺตามวันที่สำหรับการประกอบพิธีฮัจญ์ และวันที่ 10 ซุลฮิจญะฮฺตามการปรากฏเห็นของจันทร์เสี้ยว? และเราจะทำอย่างไร หากเรากำหนดวันอีดิ้ลอัฎฮาในประเทศไทยด้วยกับวันในการประกอบพิธีฮัจญ์ของซาอุดิอาระเบีย ซึ่งเดือน

ซุลฮิจญะฮฺมีทั้งหมด 31 หรือ 32 วัน แต่ในขณะเดียวกันเดือนซุลเกาะดะฮฺกับมีเพียง 28 วันเท่านั้น? และเราจะทำการเฉลิมฉลอง และทำการนมาซอีดิ้ลอัฎฮาในวันที่ 8 หรือ 9 ซุลฮิจญะฮฺได้อย่างไร เพราะทางการซาอุดิอาระเบียกำหนดวันตามปฏิทินอิสลามผิด?

8. เอกภาพของประชาชาติอิสลามในการร่วมเฉลิมฉลองวันอีดิ้ลอัฎฮาอย่างพร้อมเพียงกันทั่วโลกนั้น  เป็นเรื่องที่ได้รับการพูดคุยกันอย่างกว้างขวาง  แต่เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยากมากตามทฤษฎีของวิชาธรณีฟิกส์ เพราะปัจจุบันนี้พี่น้องมุสลิมอาศัยอยู่ทั่วทุกมุมโลก ทั้งหมดนี้ไม่สามารถร่วมเฉลิมฉลองในวันอะระฟะฮฺของมักกะฮฺได้อย่างพร้อมเพียงกัน ดังนั้นจะเห็นได้ว่าบางประเทศนั้นอาจจะเฉลิมฉลองวันอีดิ้ลอัฎฮาก่อนบรรดาฮุจญาจ 1 วัน หรือ หลังบรรดาฮุจญาจ 1 วัน และบางประเทศจะทำการเฉลิมฉลอง และนมาซอีดหลังการเสร็จสิ้นพิธีฮัจญ์ของวันที่ 10 ซุลฮิจญะฮฺในมักกะฮฺเป็นเวลาหลายชั่วโมงด้วยกัน

9. หากประเทศซาอุดิอาระเบียเคร่งครัดในการปฏิบัติตามเดือนซุลฮิจญะฮฺของมักกะฮฺ แล้ว ดังนั้นประเทศซาอุดิอาระเบียจะต้องเห็นจันทร์เสี้ยวภายหลังประเทศต่างๆ ในแถบทิศ / ฝั่งตะวันตกของซาอุดิอาระเบียอย่างน้อย 1 วัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศแถบอเมริกาเหนือ และถ้าหากวันอีดิ้ลอัฎฮาถูกผูกติดกับวันในการประกอบพิธีฮัจญ์ของประเทศซาอุดิอาระเบีย ก็จะทำให้ประเทศในแถบอมริกาเหนือเฉลิมฉลองวันอีดิ้ลอัฎฮาในวันที่ 11 ซุลฮิจญะฮฺ  ไม่ใช่วันที่ 10 ซุลฮิจญะฮฺตามที่ศาสนากำหนด

ดังนั้น หากเราต้องการความถูกต้องและความชัดเจนในเรื่องนี้แล้ว ก็ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การประกอบพิธีฮัจญ์และการเฉลิมฉลองวันอีดิ้ลอัฎฮานั้นไม่ได้ผูกติดหรือผูกพันธุ์กันด้วยเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น  ทั้งนี้ เราจะเห็นว่าในการประกอบพิธีฮัจญ์ และพิธีการในการเฉลิมฉลองวันอีดิ้ลอัฎฮานั้น จะมีเรื่องของการเชือดสัตว์พลี เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมเหมือนกัน แต่จะมีความแตกต่างกันในบางอย่างที่สำคัญๆ ดังรายละเอียดข้างล่าง       

ตารางเปรียบเทียบการประกอบพิธีฮัจญ์ กับพิธีกรรมของมุสลิมทั่วไปในวันอีดิ้ลอัฎฮา 

พิธีกรรมที่เหมือน

 การเชือดสัตว์พลีในวันที่ 10 ซุลฮิจญะฮฺ


 


พิธีกรรมที่ความแตกต่าง
 
 
   ไม่มีการนมาซอีดสำหรับผู้ที่ประกอบพิธีฮัจฮฺ
 
 
   การทำกุรฺบานสำหรับผู้ที่ความสามารถ / แต่ไม่บังคับสำหรับผู้ที่ทำฮัจญ์แบบอิฟรอด หรือ มุฟร็อด
 
 
   ไม่มีการทำววุกูฟ  กล่าวตัลบียะฮฺ หรือ พิธีกรรมใดๆ สำหรับมุสลิมทั่วไป ในวันที่ 9 ซุลฮิจญะฮฺ
 
 
  การกล่าวตักบีรในช่วงสามวันของวันตัชรีก (วันตากเนื้อ) สำหรับมุสลิมทั่วไป / แต่ไม่มีการกล่าวสำหรับผู้ที่ประกอบพิธีฮัจญ์

http://www.muslimchonburi.com/index.php?page=show&id=755
 

musalmarn:
'โลกอิสลามอาจมีวันอีดหลายวันที่ไม่ตรงกัน แต่ทุกญามาอะฮล้วนละหมาดไปในทิศทางเดียวกัน พวกเขานอบน้อมโค้งคำนับแด่พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวกัน ผู้ทรงเอกะ ซึ่งบรรดาศรัทธาชนทำสัญญาณกระดิกนิ้วในเวลาละหมาดตามแบบฉบับศาสนฑูตคนเดียวกัน และต่างศิโรราบใต้ร่มเงาคัมภีร์อัลกุรอานธรรมนูญแห่งขีวิตเล่มเดียวกัน'

โดย ซะการีย์ยา อมตยา

Al Fatoni:
อัสสลามุ อลัยกุม

       ใกล้รายอฮาญีแล้ว ก็ขอมาอัฟ ซอฮิรฺ ดานบาบาฏิน กันทุกๆ คนนะครับ

วัสสลามุ อลัยกุม

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

Go to full version