เสวนาเชิงวิชาการ > สนทนาศาสนธรรม

ตกลง งานเมาลิด เป็นที่อนุมัติ หรือไม่ตามหลักการแห่งศาสนา

<< < (20/22) > >>

ILHAM:
ในอนาคตคงจะมีบางคนเพิ่มวัน วาฟาตุนนาบี ล่ะมั้ง แล้วเริ่มแต่งซางีกันเล่าเรื่องที่นบีได้จากโลกไป

คนอยากรู้:
 salam


--- อ้างถึง ---ผมเคยได้ฟังการบรรยายจากอาจารย์ทางภาคใต้

ว่าทำไมสังคมเราจึงให้ความสำคัญกับวันเกิดนบี แต่ไม่มีใครเลยที่ให้ความสำคัญการวันที่นบีสิ้นชีวิต ทั้งๆที่ การสิ้นชีวิตของท่านนบี มีเรื่องราวอะไรดีๆและแง่คิดข้อคิดสำหรับประชาชาติอิสลามมากกว่าช่วงที่ท่านเกิดด้วยซ้ำ

น่าคิด....
--- End quote ---

อันที่จริงแล้ว สิ่งที่อ.ท่านนั้นพูดแล้วคุณQolbunSaleemนำมาคิดนั้น  ผมว่า ถ้าเราได้ศึกษาตามหลักการของศาสนานั้น หากเรามีการอาลัยอาวรณ์ต่อผู้ที่จากไปจนถึงขนาดจัดงานรำลึกนั้นผมว่า

สิ่งนี้นั้นอาจจะถูกครหาได้มากกว่าการจัดรำลึก ต่อบุคคลที่เป็นศาสนทูตอย่างเช่นท่านนบีของเรา และในขณะเดียวกัน การกระทำเช่นนั้นอย่างที่คุณQolbunSaleemนำมากล่าวอ้างนั้น มันรจะกลายเป็นว่า ผูที่ให้ความสำคัญในการจัดงานรำลึกถึงการตายนั้น เป็นผู้ที่กระทำบิดอะดอลาละเสียอีก เพราะในศาสนาก็ห้ามที่จะไม่มีรูบแบบของการคร่ำครวญหรืออาลัยอาวรณ์(การอินายะ)ต่อผู้ที่ล่วงลับไปแล้วแบบเลยเถิดหรือแบบอย่างที่คุณQolbunSaleemชีนำมาจากอ.ท่านดังกล่าว

และหากสมมุตว่า เราจะกระทำเช่นนั้นจริงๆ   ผมแน่นอน  ว่ามันจะกลับกลายเป็นเป้าหมายในการโจมตี จากผู้ที่มีอคติและผู้ที่ไม่หวังดีเข้าจนได้  ว่าจัดงานวันตายให้กับท่านนบีอีก

 ;Dแต่ถ้าเราย้อนกลับเข้าหา คำดำรัสจากอัลกรุอ่านของผู้ทรงอภิบาล ในการที่พระองค์นั้นเป็นผู้ทรงบังเกิดมนุษยชาติและท่านนบีมุฮำมัด(ซล)

.....อันที่จริง พระองค์อัลลอฮ์(ซบ)นั้นให้การสรรเสริญต่อท่านนบีและยังใช้ให้บรรดามาลาอีกัตและญินและมนุษย์กล่าวสดุดีซอลาวัตต่อท่านนบี...ในวันที่ท่านถุกส่งมา.(

ฉนั้นจากหลักฐานข้างบนนั้น คือที่มาของวันแห่งการให้เกียรติบรรดาวันของท่านนบีของเรา  และยังมีในอดีตสถานที่ประสูตของบรรดานบี (อะลัยฮิมุสลาม)ท่านก่อนๆมากมาย

เช่นจากรายงานจากท่าน ชัดดาด บิน อุวัยสฺ  ว่า  "ท่านญิบรีลได้ใช้ให้ท่านนบี(ซ.ล.) ละหมาดสองร่อกะอัตที่บัตุลละหฺมิ (เบตแลแฮม) หรือบัยตุลมากอดิส ชายแดนปาเลสไตน์กับอิสราเอลปัจจุบัน
จากนั้น  ท่านญิบรีลก็กล่าวกับท่านนบี(ซ.ล.)ว่า  ท่านรู้หรือไม่ว่าท่านกำลังละหมาดอยู่ที่ใหน ?  ท่านนบีตอบว่า "ไม่รู้"  ท่านญิบรีลจึงกล่าวว่า "ท่านกำลังละหมาดอยู่ที่บัยตุลละหฺมิ ซึ่งเป็นสถานที่เกิดของอีซา"   รายงานโดย  ท่านอัลบัซซาร , อบูยะอฺลา , และท่านอัฏฏ๊อบรอนีย์ ,  เช่นเดียว คือท่านอัลหาฟิซฺ  อัลฮัยษะมีย์ กล่าวว่า  บรรดานักรายงานของหะดิษนี้  มีบรรดานักรายงานที่ซอฮิหฺ  ,  ดู  มัจญฺมะอฺ  อัลซะวาอิด  เล่ม 1 หน้า 199 ,  และสายรายงานนี้  ท่านอิบนุหะญัร อัลอัสเกาะลานีย์  ได้กล่าวไว้ใน หนังสือฟัตหุลบารี เล่ม 7 หน้า 199

ส่วนหนึ่งจากสิ่งดังกล่าวก็คือ  การขอพรความสันติต่อบรรดานบี(อะลัยฮิมุสลาม) ในวันเกิดของพวกเขานั้น  ได้มีระบุไว้ในอัลกุรอาน  เช่นคำตรัสของอัลเลาะฮ์(ซ.บ.) ที่กล่าวเกี่ยวกับท่านนบีอีซา(อะลัยฮิสลาม)ว่า

والسلام على يوم ولدت                                                                                         
                  "และความศานติ ประสบแด่ฉัน  ในวันที่ฉันเกิด"  มัรยัม 33

ดังนั้น  ท่านนบีมุหัมมัด(ซ.ล.) ไม่สมควรยิ่งกว่าหรือ  ที่จะทำการขอความสันติขอพรซ่อลาวาตให้แก่ท่านนบี(ซ.ล.)ในวันที่ท่านได้เกิด
และส่วนหนึ่งจากสิ่งดังกล่าวคือ  การกล่าวเล่าเรื่องราวการเกิดของบรรดานบี(ซ.ล.)บางท่านที่มีระบุไว้ในอัลกุรอาน  ซึ่งเราจะนำมากล่าวต่อไป
อัลเลาะฮ์(ซ.บ.) ทรงตรัสไว้ว่า

وذكرهم بأيام الله إن فى ذلك لأيات لكل صبار شكور                                                                     
"และจงเตือนพวกเขาให้รำลึกถึงบรรดาวัน (แห่งความโปรดปราน) ของอัลลอฮฺ แท้จริงในการนั้นย่อมเป็นสัญญาณแก่ผู้อดทนผู้ขอบคุณทุกคน" อิบรอฮีม 5
 
قل للذين أمنوا يغفروا للذين لا يرجون أيام الله                                                                         
 
"จงกล่าวเถิดมุฮัมมัดแก่บรรดาผู้ศรัทธาให้พวกเขาอภัยแก่บรรดาผู้ที่ไม่หวังในวันทั้งหลายของอัลลอฮฺ"  อัลญาซิยะฮ์ 14
 
ดังนั้น บรรดาวันของอัลเลาะฮ์  ก็คือ  บรรดาวันแห่งความอดทนและชุโกรรู้คุณต่ออัลเลาะฮ์(ซ.บ.)   

ฉะนั้น  สิ่งที่เราหวังก็คือบรรดาวันที่อัลเลาะฮ์ทำให้มันมีบะรากัตศิริมงคล  นั่นคือจุดมุ่งหมายของอายะฮ์ดังกล่าวนี้
เราลองมาพิจารณาคำตรัสของอัลเลาะฮ์(ซ.บ.) ที่ว่า
 
قل بفضل الله وبرحمته فبذلك فليفرحوا                                                                             
 
"จงกล่าวเกิดมุฮัมมัด  ด้วยกับความโปรดปรานของอัลเลาะฮ์และความเมตตาของพระองค์  ดังนั้นพวกเขาจงปีติยินดีเถิด" ยูนุส 58

ดังนั้น  วันที่ท่านนบี(ซ.ล.)ได้ประสูต ย่อมเป็นวันแห่งความน่าปิติยินดีและเป็นความเมตตาหรือไม่?  ทั้งที่ท่านร่อซูลุลเลาะฮ์(ซ.ล.)เองก็กล่าวว่า
 
أنا الرحمة المهداة                                                                                           
 
"ฉันคือความเมตตาที่ถูกมอบเป็นของขวัญ"
 
การที่เราได้รำลึกของวันเกิดของท่านนบี(ซ.ล.)นี้  เราได้กระทำสิ่งที่สุนัตหรือว่ากระทำสิ่งที่หะรอม ?  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  บรรดาสถานที่ที่มีการรวมตัวกัน

  โดยทำให้บรรดามุสลิมมีความรักต่อท่านนบี(ซ.ล.) และทำให้พวกเขามีการรำลึกถึงบรรดาแบบอย่าง  จรรยามารยาทที่ยิ่งใหญ่ของท่าน
 
อีกตัวอย่างความสำคัญหนึ่งที่เกี่ยวกับบรกัตของการรำลึกถึง วันประสูติของท่านนบีก็คือ

การเบาของการลงโทษของ อบูละฮับที่ครั้งหนึ่ง อบูลาฮับนั้นได้ทำการปลดปล่อยนางสุวัยบะฮ์ อัลอัสละมีย์ให้เป็นอิสระจากการเป็นทาส  เพราะมีความปีติยินดี

และดีใจ ในการเกิด(เมาลิด)ของท่านนบี(ซ.ล.)   
 
ท่านอิบนุกะษีรกล่าวว่า "สตรีคนแรกที่ให้นมแก่ท่านนบี(ซ.ล.)คือ  นางสุวัยบะฮ์ ทาสของอบูละฮับ  โดยที่อบูละฮับได้ทำการปล่อยนางให้เป็นอิสระ

 เพราะเขาได้รับข่าวดีจากการเกิดของท่านนบี(ซ.ล.)  ด้วยเหตุดังกล่าวคือ  ในขณะที่ท่านอับบาสพี่น้องของอบูละฮับ(ร.ฏ.)ได้ฝันเห็นเขา 
หลังจากที่ได้เห็นเขาถึงความขาดทุนอย่างย่อยยับ  แล้วท่านอับบาสถามอบูละฮับว่า ท่านได้ประสบอะไรบ้าง?  อบูละฮับตอบว่า  "หลัง(ตาย)จากพวกท่านไป

ฉันไม่พบความดีใดเลยนอกจากฉันได้รับน้ำดื่มในนี้(หัวแม่มือและนิ้วถัดจากนั้น)ด้วยเหตุการปล่อยสุวัยบะฮ์"  ดู อัลบิดายะฮ์ วะ อันนิฮายะฮ์  เล่ม 1  หน้า 224 
 

ส่วนหาดิษที่ฝ่ายคัดค้านการรำลึกของประสูตของท่านนบี(ซล)และทำการยกฮาดิสที่ว่า

كل محدثة بدعة وكل بدعة ضلالة

"ทุกสิ่งที่ถูกทำขึ้นมาใหม่นั้น บิดอะฮ์ และทุกบิดอะฮ์นั้น ลุ่มหลง"

จริงๆแล้วจุดมุ่งหมายของหะดิษนี้ ก็คือ บรรดาสิ่งที่อุตริทำขึ้นมาใหม่ที่เป็นโมฆะและบรรดาบิดอะฮ์ที่ถูกตำหนิเท่านั้น..." (ดู ชัรหฺ ซอฮิหฺมุสลิม ของท่านอิมาม อันนะวาวีย์ เล่ม 4 หน้า 113)
และการฟื้นฟูซุนนะฮ์นะนั้น ย่อมมีหลักฐานที่เป็นเอกเทศของมันอยู่แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องไปตีความหะดิษ "من سن في الإسلام سنة حسنة " แต่อย่างใด เช่น

 และท่านอิมาม อันนะวะวีย์ ก็ได้กล่าวว่าอธิบายหะดิษข้างบนโดยท่านเห็นว่าฮาดิสดังกล่าวนั้นถูกสนับด้วยฮาดิสต่อไปนี้ที่ว่า

من سن في الإسلام سنة حسنة فله أجرها.....إلى أخره

"ผู้ใด ที่ได้ทำขึ้นมา ในอิสลาม กับหนทางที่ดี แน่นอน ผลตอบแทนของมัน ก็มีให้แก่เขา...(จนจบหะดิษ) ในหะดิษนี้ ได้ส่งเสริมให้ริเริ่มกระทำบรรดาความดีงาม และกระทำขึ้นมา กับบรรดาแนวทางทางที่ดี และเตือนให้ระวัง จากการประดิษฐ์บรรดาสิ่งที่เป็นโมฆะและสิ่งที่น่ารังเกียจ และสาเหตุที่นบี(ซ.ล.)กล่าวในหะดิษนี้ คือในช่วงแรกผู้รายงานกล่าวว่า " ได้มีชายคนหนึ่ง(ที่ยากจนแล้วบรรดาซอฮาบะฮ์ก็บริจาคทำการช่วยเหลือ) ได้นำถุงกระสอบหนึ่งที่มือของเขายกเกือบไม่ไหว แล้วบรรดาผู้คนก็ติดตาม(บริจาคให้อีก)" ดังนั้น ความประเสริฐอันยิ่งใหญ่ สำหรับผู้ที่ริเริ่ม ด้วยการทำความดีนี้ และสำหรับผู้ที่เปิดประตูของการกระทำความดีงามนี้ และในหะดิษนี้ ได้มาทอนความหมายคำหะดิษท่านร่อซูลุลเลาะฮ์(ซ.ล.) ที่กล่าวไว้ข้างบนต่างหาก

และอีกสำนวนหนึ่งที่ท่านอบูฮุรอยเราะฮ์ ได้รายงาน จาก ท่านนบี(ซ.ล.) ท่านกล่าวว่า

من دعا إلى هدى كان له من الأجر مثل أجور من تبعه لا ينقص ذلك من أجورهم شيئا ، ومن دعا إلى ضلالة كان عليه من الإثم مثل آثام من تبعه لا ينقص ذلك من آثامهم شيئا

"ผู้ใดที่เรียกร้องไปสู่ทางนำ แน่นอน ย่อมมีผลตอบแทนแก่เขา เหมือนบรรดาการตอบแทนของผู้ที่เจริญตาม โดยดังกล่าวนั้น จะไม่ลดน้อยสักสิ่งใดเลย จากบรรดาผู้การตอบแทนของพวกเขา และผู้ใดที่เรียกร้องไปสู่ความลุ่มหลง แน่นอน ย่อมมีบาปบนเขา ซึ่งเสมือนกับบรรดาบาปของผู้ที่เจริญตาม โดยสิ่งดังกล่าวนั้น จะไม่ลดน้อยสักสิ่งเลย จากบรรดาบาปของพวกเขา" รายงานโดยมุสลิม

เราจึงพอจะสรุปได้ว่า การเชิญชวนให้พี่น้องของเรารู้จักกับวันประเสริฐ(วันประสูตของท่านร้อซุ้ล)จึงไม่ใช่เป็นเรื่องที่การะทำแบบน่ารังเกียจและลุ่มหลงแต่อย่างใดเลย

แต่เพื่อเป็นการชี้หรือตักเตือนในวันสำคัญของการมาของท่านนบี(ซล)ต่างหาก เพื่อที่จะให้พี่น้องของเราได้ตระหนักในเรื่องนี้ตลอดชีวิตของเขา ด้วยประวัติของท่านนบีที่มีมากมายของการเป็นศาสนทูตของมวลมนุษยชาติเริ่มแต่ ตั้งแต่

สิ่งที่ได้บอกกล่าวถึงการมาของท่านในคัมภีร์เก่า

และช่วงระยะเวลาพระองค์อัลลอฮ์(ซบ)ได้ทรงให้ท่านนบี(ซล)

ใช้ชิวิตในครรถ์มารดา

จนกระทั้งท่านประสูติ 

และช่วงชีวิตวัยเด็ก 

ช่วงระยะเวลาวัยรุ่น 

ช่วงวัยหนุ่ม

และช่วงที่ท่านได้ถูกแต่งตั้งเป็นนบี

 และถุกแต่งตั้งเป็นร้อซุล 

และเหตุการณ์ต่างๆในขณะที่ท่านเผยแพร่ศาสนา

และก็ช่วงสุดท้ายของชีวิตของท่าน

ซึ่งเราๆท่านๆก็รับทราบ แต่เงื่อนไขในการอาลัยอาวรณ์ต่อการจากไปไม่ว่าของใครก็ตามนั้น มันเป็นกรรมสิทะของพระองค์

ฉนั้น เราสมควรยินดีมากกว่าในการที่พระองค์ส่งผู้ที่พระองค์ทรงเลือกเฟ้นมายังมวลมนุษยชาติ  แทนที่จะกลับมาโศกเศ้าต่อการจากไปจนให้ความสำคัญจนเลยเถิด

ซึ่งมันจะแตกต่างกับนิกายชิอะ12อีม่าม ที่พวกเขายังคงโศกเศร้าในการที่ท่านอาลี(รด)และท่านฮุเซน(รด)จากไป จนถึงขนาดเลยเถิดยิ่งทุกวันๆ

 สำหรับเรานั้น ไม่มีการเลยเถิดในงานดังกล่าวแต่สำหรับการครึกครื้นในการแสดงออกของผู้มาร่วมงานบางท่านนั้นเราถือว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคลเท่านั้น


วัสลาม



ดังนั้น มันยังไม่พอเพียงเลยกับที่เราให้ความสำคัญเฉพาะการจัดเมาลิดเพื่อรำลึกถึงท่าน ในเดือนรอบี่อุลเอาว้าล  แต่ที่น่าสนับสนุนยิ่งคือไม่ว่าเดือนไหนๆการรำลึกของท่านนบีนั้น

สมควรจะมีการะทำในทุกเดือนด้วยซ้ำ   เฉกเช่นกับบรรดาอุลามาไม่น้อยที่เห็นด้วยกับแนวความคิดดังกล่าว

แต่การที่มีฝ่ายหนึ่งคัดค้านโดยที่ห้ามไม่ให้กระทำเลยนั้นถือว่าเขานั้น  ช่างตระหนี่เหลือเกินในทรัพย์สินที่พระองค์ให้เขา  แม้แต่จะลงทุนที่ไม่เป็ยทรัพย์สินเงินทอง แต่การซาดาเกาะช่วยเหลือด้วยการให้กำลังใจในรูปแบบของคำพูดที่ดี  พวกเขาก็ตระหนี ขี้เหนียว ที่เขาไม่สามารถที่จะให้มันไม่ได้เลย....แล้วเมื่อไหร่ละ..พวกเขาจะคิดได้...

ดังนั้น การที่มีการแสดงออกของพี่น้องฝ่ายหนึ่งในการเชิญชวนการรำลึกต่อท่านนบีเป็นระจำนั้น   ผมว่า อิงชาอัลลอฮฺ  วันหนึ่งพวกเขาคงสำนึกได้ไม่ช้าก็เร็ว

แต่ก็คงจะนั่งเสียดายกับวันเวลาที่ผ่านไปที่เขาไม่ได้ทำอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันเลย      มีแต่โจมตีและทำการฮูกมโดยการกล่าวหา พี่น้องของเขากับเวลามที่ผ่านมา.... mycry

คนอยากรู้:
ดังนั้น มันยังไม่พอเพียงเลยกับที่เราให้ความสำคัญเฉพาะการจัดเมาลิดเพื่อรำลึกถึงท่าน ในเดือนรอบี่อุลเอาว้าล  แต่ที่น่าสนับสนุนยิ่งคือไม่ว่าเดือนไหนๆการรำลึกของท่านนบีนั้น

   :-* สมควรจะมีการะทำในทุกเดือนด้วยซ้ำ   เฉกเช่นกับบรรดาอุลามาไม่น้อยที่เห็นด้วยกับแนวความคิดดังกล่าว

แต่การที่มีฝ่ายหนึ่งคัดค้านโดยที่ห้ามไม่ให้กระทำเลยนั้นถือว่าเขานั้น  ช่างตระหนี่เหลือเกินในทรัพย์สินที่พระองค์ให้เขา 

แม้แต่จะลงทุนที่ไม่เป็ยทรัพย์สินเงินทอง แต่การซาดาเกาะช่วยเหลือด้วยการให้กำลังใจในรูปแบบของคำพูดที่ดี 

พวกเขาก็ตระหนี ขี้เหนียว ที่เขาไม่สามารถที่จะให้มันไม่ได้เลย....แล้วเมื่อไหร่ละ..พวกเขาจะคิดได้...

ดังนั้น การที่มีการแสดงออกของพี่น้องฝ่ายหนึ่งในการเชิญชวนการรำลึกต่อท่านนบีเป็นระจำนั้น   ผมว่า อิงชาอัลลอฮฺ 

วันหนึ่งพวกเขาคงสำนึกได้ไม่ช้าก็เร็วแต่ก็คงจะนั่งเสียดายกับวันเวลาที่ผ่านไปที่เขาไม่ได้ทำอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันเลย

       yippy:มีแต่โจมตีและทำการฮูกมโดยการกล่าวหา พี่น้องของเขากับเวลามที่ผ่านมา....กับหลักฐานที่บรรดาอุลามะยุคก่อนๆเขาไม่เคยรับรู้มัน yippy:

วัสลาม   
 

۞QolbunSaleem۞:
 salam
ที่ยกมานั้นก็ได้ศึกษาหมดแล้วครับผม และศึกษาฝั่งโน้นด้วย
ผมก็บอกแล้วว่าผมไม่ใช่นักวิชาการ  และไม่ได้มาฮุกุมใครอะไรยังไง บางคนมาบอกว่ามายัดเยียดนรก  นี่ก็แรงไป

แต่มาตักเตือนพี่น้องเท่านั้น ผมก็บอกแล้วว่าหากคิดว่าไปได้ก็ไป แต่ต้องระวังสิ่งที่ศาสนาห้าม ผมก็ไม่ได้จะโจมตีตัวงาน 100 เปอร์เซ็นท์ ไม่ใช่...แต่ก็ควรจะตำหนิคนที่ไปงานบ้างบางส่วน ก็เท่านั้นไม่ได้ไปเหมารวมหมดครับ


คนอยากรู้:
งั้นก็ดีแล้วละครับคุณQolbunSaleem۞

ผมยินดีด้วยครับ mycool:

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

[*] หน้าที่แล้ว

Go to full version