เสวนาเชิงวิชาการ > สนทนาศาสนธรรม

บทความ คณะใหม่ : ในเชิงรุก

<< < (8/14) > >>

al-firdaus~*:

--- อ้างจาก: UBAIDILLAH ที่ ก.พ. 25, 2009, 12:07 PM ---          ทางออกที่รีบด่วนที่สุด ก็คือให้ความสำคัญกับการสอนหนังสือกีตาบอันเป็นหัวใจหลักของบรรดาโต๊ะครูที่เคยสอนเป็นตัวอย่าง เร่งฟื้นฟูความรัก ความสามัคคีในหมู่บ้าน อย่าให้ใครมาเบียนเบียนทำลาย  ให้ทุกท่านมั่นใจในความยิ่งใหญ่ของอีหม่ามชาฟีอีย์ , อีหม่ามอัชอารีย์ ,อีหม่ามฆอซาลี และอูลามาห์คนสำคัญ ที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธในความเป็นอูลามาห์ของพวกเขา  ที่ได้ทิ้งความเป็นชาฟีอียะห์เป็นมรดกให้เราเดินตามจากอดีต ปัจจุบัน และอนาคตข้างหน้า  จงเร่งรีบหาความรู้ใส่ตัวเพื่อเป็นเกราะป้องกันภัยให้กับตนเอง  และลูกหลานของเราในวันข้างหน้า 


--- End quote ---


เราห่วงลูกหลานข้างหน้าเราเหลือเกิน   อย่าได้ทอดทิ้งพวกเขานะคะ 

อัลลอฮฺได้ประทานความรู้ให้แก่ท่าน ขอพวกท่านจงสืบสานต่อไป  ทำให้เต็มที่...เท่าที่มีความสามารถ

เราหวังเหลือเกิน...

อินชาอัลลอฮฺ

UBAIDILLAH:
ขอขอบคุณ  ที่เปิดกว้างให้แสดงความเห็นโดยไม่ได้ปิดกระทู้นะครับ   
อยากเล่าให้ฟัง
เดือนรอมฏอนที่ผ่านพ้นมา  ผู้จัดรายการเปิดให้ถามผ่านเข้าในรายการ มีผู้ฟังรายหนึ่งถามถึงประเด็นทางศาสนาแต่ ผู้ดำเนินรายการบอกว่า  เป็นคำถาม แตกแยก ไม่ขอตอบชาวบ้านก็พากันงุนงง  และเมื่อเช้าวันนี้เอง   (27 ก.พ.52 )ได้ยินวิทยุชุมชน (ค่ายวาฮาบีย์ซาวด์)  พูดออกอากาศวิจารณ์เรื่องทำบุญเจ็ดวัน  ว่าที่อาหรับและบ้านเราทำไม่เหมือนกันชาวบ้านได้แต่ฟังทำตาปริบๆ  นี่มันอะไรกัน (     ) ผู้ดำเนินรายการวิทยุรอมฏอนห้ามถามในประเด็นที่วาฮาบีย์นำเข้ามาอ้างว่า  แตกแยก  แต่วาฮาบีย์เดินหน้าสร้างมัสยิดไม่รู้จักหยุดจักหยุด   รายการกรอกหูชาวบ้านทุกๆ เช้า ขอถามหน่อยว่า   นี่เป็นสังคมที่สร้างสรรค์  นี่เป็นสังคมที่เปิดกว้างสำหรับการเรียนรู้หรือไม่     ?
แลกเปลี่ยนความคิดเห็น
เป็นไปได้ไหม ? ที่เราจะไม่พูดถึงคณะเก่า คณะใหม่   และข้อขัดแย้งประเด็นต่างๆในวิชาการศาสนา แล้วกลับมาทบทวนถึงความเหมือนความต่างในแบบ  “แสวงจุดร่วม  สงวนจุดต่าง”
ด้วยเราท่านทั้งหลายกำลังเดินทางความโปรดปรานของอัลเลาะฮ์ด้วยกันทั้งนั้น  ลองเข้าจิตเข้าใจของแต่ละฝ่ายหาทางออก เพื่อประโยชน์สุขด้วยกัน ในลักษณะตระหนักถึง”สังคม” ของอีกฝ่ายหนึ่ง  ทำนองว่าอย่าไปก้าวก่ายสังคมของคนอื่น พี่น้องวาฮาบีย์ขอให้เลิกฮุก่ม บิดอะห์  ชิริก ให้กับพี่น้องคณะเก่า  เสียที  หากมีเงินจากอาหรับบริจาคก็ให้เขาไปโดยไม่หวังผล (ช่วยสร้างมัสยิดก่อน แล้วนำเข้าวิชาการ)    แบบที่ชาวบ้านมองเห็นแล้วไม่สบายใจ   เพราะเขากลัวที่จะไม่เหมือนสมัย  ที่โต๊ะครูเก่าๆ ในหมู่บ้านเคยสอนเอาไว้  เพียงเท่านั้นผมคิดว่าทุกอย่างคงดีขึ้น  พี่น้องที่รักทั้งหลาย ใครมีความคิดเห็นยังไง แสดงออกมาแลกเปลี่ยนกันบ้างนะครับ    :วัซซาลาม:

Al Fatoni:

--- อ้างจาก: al-azhary ที่ ก.พ. 26, 2009, 07:57 PM --- salam

คุณ UBAIDILLAH ครับ  การออกความเห็นในกระทู้นี้นั้น  ได้ตามสบาย  เพราะการเสนอปิดกระทู้  ก็เป็นแค่ความเห็น  แต่ผมไม่ปิด  ดังนั้นสิ่งที่ผมได้ออกความเห็น  คุณ UBAIDILLAH ก็เสวนาออกความเห็นแย้งหรือสนับสนุนมาได้เลย  และข้อมูลต่าง ๆ ที่พบเห็นนั้น  เราพร้อมรับฟังครับ

สรุปคือ กระทู้นี้ผมไม่ปิด  แต่อยากให้พี่น้องออกความเห็นที่อยู่ในกรอบและความเป็นจริง

วัสลาม

--- End quote ---

               เห็นด้วยครับ - วัสสลาม

Al Fatoni:
ส่วนตัวผมแล้วนั้น จากที่มองความเป็นไปของทั้งคณะเก่าและคณะใหม่นั้น ผมว่าทั้งสองฝ่ายต่างก็มีศักยภาพในการสร้างสถาบันและดึงมวลชนได้เกือบๆ เท่าเทียมกัน ต่างกันบ้าง แต่เพียงโอกาสที่แต่ละฝ่ายได้รับในช่วงเวลาต่างๆ และขึ้นอยู่การเกาะกลุ่มของแต่ละฝ่ายเช่นกัน

            หากมีการอ้างว่าทำไมคณะเก่าไม่มีแม้แต่มหาวิทยาลัย หรือวิทยาลัยเป็นของตัวเอง หรือไม่ก็นิตรสาร วารสาร ค่ายต่างๆ ทางศาสนาที่ผู้คนนิยมอ่านกัน ผมว่าสิ่งเหล่านี้หากจะทำกันจริงก็ทำได้ไม่ยากนัก

            ณ วันนี้ แม้เพื่อนผมได้เลือกที่จะเรียนปอเนาะ และตัวผมเองเลือกที่จะเรียนศาสนาในรูปแบบมหาวิทยาลัย และผมเองพยายามอวดสรรพคุณข้อดีต่างๆ นานาของการศาสนาแบบมหาวิทยาลัยให้เพื่อนฟังอยู่ตลอดเวลาว่าดีอย่างนั้นดีอย่างนี้

            ณ วันนี้เช่นกัน ทุกๆ คำที่ผมพยายามเกลี่ยกล่อมเพื่อนผมคนนั้น เขากลับไม่สะทกสะท้านใดๆ ทั้งสิ้น ซ้ำเขายังพูดอะไรบางอย่างเพียงสั้นๆ แต่ทำให้ผมต้องคิดและเห็นคล้อยตามเขาทุกทีว่า "ยังงัยๆ ปอเนาะก็ดีกว่ามหาวิทยาลัย" คำพูดเพียงแค่นี้ แรกๆ ผมฟังแล้วยิ้มและไม่ได้รู้สึกอะไรเลย แต่ ณ วันนี้มันกลับทำให้ผมต้องคิดหนักและพยายามหาคำตอบและพร้อมกับตอบกับตัวเองอยู่เสมอว่า สิ่งที่เราได้ยินจากเพื่อนนั้นมันหมายความว่าอะไรหรือ แล้วมันจะดีกว่าได้อย่างไรหละ ในเมื่อชีวิตมหาลัยเปิดกว้างสำหรับสิ่งต่างๆ มากกว่า มีอุปกรณ์ประกอบการเรียนต่างๆ ครบครันและหลากหลาย แบบชนิดที่ปอเนาะไม่มีอะไรจะมาสู้ได้เลย มีห้องเรียน สะดวกกว่าเยอะ แต่ปอเนาะนั้น แต่ละวันก็นั่งแต่สัปงกก้มหน้าก้มตาเขียนและฟังๆ ในสิ่งที่บาบอ หรือโต๊ะฟากิรสอน และดำเนินไปอย่างนั้นซ้ำๆ กันทุกๆ วัน ปีแล้วปีเล่า กว่าจะได้จบเล่มหนึ่งก็ใช้เวลากันแรมปีนานปี

            จากที่พยายามหากคำตอบมานั้น วันนี้มันเริ่มปรากฏคำตอบแก่ผมทีละข้อทีละข้อว่า มันเป็นจริงอย่างที่เพื่อนของผมพูดจริงๆ แรกๆ ผมก็พยายามเลี่ยงที่จะยอมรับมัน และพยายามบอกกับตัวเองว่า เอ้ย ยังงัยการเรียนแบบมหาลัยต้องดีกว่าสิวะ แต่ยิ่งนานวัน ผมก็ไม่สามารถหลอกตัวเองได้ จนบางครั้งผมคิดที่จะออกจากมหาลัยให้รู้แล้วรู้รอดแล้วไปเรียนปอเนาะกับเพื่อนสนิทของผมคนนั้น แต่มาคิดดูดีๆ ก็รู้สึกละอายใจที่ได้พูดไปกับเพื่อนเช่นนั้น (เขายังไม่รู้นะว่าผมคิดเช่นนี้)

                  วันนี้ ไม่แคลงใจใดๆ อีกแล้วว่า การเรียนศาสนาแบบปอเนาะนั้น (อาจจะเป็นระบบการเรียนศาสนาของคณะเก่า) กับแบบมหาวิทยาลัย (ที่คณะใหม่พยายามจะโชว์ศักยภาพของตนในปัจจุบันนั้น) ผมว่า มหาลัยมิอาจจะสู้กับปอเนาะแม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ได้เลยครับ หากจะอาศัยความเข้าใจในเรื่องศาสนาทีแท้จริง แม้อาจารย์มหาลัยเองยังยอมรับว่าเด็กปอเนาะดีกว่า หากจะอาศัยการรับผิดชอบในเรื่องศาสนา อ.มหาลัยก็ยกให้เด็กปอเนาะ และอื่นๆ อีกมากมายครับ ที่วันนี้ผมประจักษ์แล้วว่า "ยังงัยๆ ปอเนาะก็ดีกว่ามหาวิทยาลัย" แน่นอน ต่อให้คณะให้อ้างว่าตนมีมหาลัยศาสนาเป็นสิบในเมืองไทย ผมก็ไม่รู้สึกอิจฉาหรือเป็นกังวลใดๆ เพราะหากจะเทียบคุณภาพกันจริงๆ แล้ว อาจจะเทียบกันไม่ติดเลย แค่เอาเรื่องการให้เกียรติต่อครูบาอาจารย์ระหว่างเด็กมหาลัยกับเด็กปอเนาะมันก็ต่างกันโขแล้ว

              เพราะฉะนั้นจงรู้ว่าตนคือตนอย่างที่ตนเป็นอยู่ แต่อย่าพยายามทำตนให้เป็นตนอย่างที่เขาต้องการ แล้วมาดูถูกตนเองในภายหลัง ทั้งๆ ที่ตนมีดีกว่า -  วัลลอฮุอะอฺลัม - วัสสลาม

al-firdaus~*:
จบแล้วก็ไปต่อปอเนาะ...ระดับโลกสิ  loveit:

อินชาอัลลอฮฺ

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

[*] หน้าที่แล้ว

Go to full version