เสวนาเชิงวิชาการ > สนทนาศาสนธรรม

จุดนี้จึงขัดแย้งกับข้อกล่าวหาของ อ.อัซฮะรีย์

(1/8) > >>

anti-bid'ah:
Tweet

ผมไม่เคยเห็นหน้า อ.ปราโมทย์แต่บาบอคนปัจจุบันบอกว่าแม้ จารเป็นสายใหม่แล้วแต่ท่านมีารยาทดีมาก กล่าวคือผมเป็นศิษย์น้องสถาบันเดียวกับท่านและบาบออยากให้ผมพบกับท่านสักครั้งแต่ก็ยังไม่มีโอกาส  บาบอชอบ จารปราโมทย์มากและมักไปเที่ยวบ้านท่านที่นคร

จาก...จดหมายเปิดผนึกถึง อ.อัซฮะรีย์ โดย อใปราโมทย์
ข้อเท็จจริงในจุดนี้จึงขัดแย้งกับข้อกล่าวหาของ อ.อัซฮะรีย์ (ที่อ้างว่าเป็นข้อมูลในเชิงลึก) เหมือนขาวกับดำ ...
เมื่อออกจากปอเนาะแล้ว ผมกลับไปอยู่บ้าน, แต่งงานและเดินทางไปมักกะฮ์เพื่อจะเรียนต่อ แต่ในปีนั้น (พ.ศ. 2515 คาบ 2516) ผมและเพื่อน (ซึ่งเป็นศิษย์ของผมคนหนึ่งสมัยเรียนปอเนาะและเป็นเด็กฉะเชิงเทรา) ชื่อมุบาร็อก (จำนามสกุลไม่ได้) โชคร้ายติดต่อเพื่ออยู่และเรียนที่มักกะฮ์ไม่ได้ จึงต้องเดินทางกลับ  แล้วผมก็มาเปิดสอนในระบบปอเนาะอยู่ที่บ้านเกิดประมาณ 3 ปี จึงต้องยุติเพราะปัญหาด้านเศรษกิจของครอบครัว  จากนั้นผมจึงเดินทางไปอยู่ที่ ต.หัวเขา จังหวัดสงขลา เพื่อประกอบธุรกิจการค้าด้านการประมงตามความถนัดและความต้องการของภรรยา ซึ่งกิจการก็เจริญก้าวหน้าตามลำดับ
ระหว่างนั้น ผมไปมาหาสู่กับบาบอและมามาที่ปอเนาะไม่เคยขาด ...
3. มาประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการประมงอยู่ที่สงขลาได้ประมาณ 2 ปีกว่าๆ ผมจึงเริ่มหันมาสู่แนวทางแห่งซุนนะฮ์ของท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม (สมัยก่อนเรียกว่าเป็นคณะใหม่) ซึ่งผมไม่ปฏิเสธว่า เมื่อบาบอทราบข่าวนี้ในตอนแรกท่านก็รู้สึกอึดอัดใจและไม่พอใจบ้าง ถึงกับเรียกผมไปพบแล้วสอบถามเรื่องราวตามที่ท่านได้รับการบอกเล่ามาจากผู้ (ไม่) หวังดี แต่เมื่อผมอธิบายให้ท่านทราบความจริงโดยไม่ปิดบังถึงแนวทางของผมในการเผยแผ่ซุนนะฮ์ ท่านก็เข้าใจ และไม่เคยว่ากล่าวอะไรผมอีก นอกจากครั้งหนึ่ง ได้รับทราบจากภรรยาของผมว่า ท่านเพียงแต่เคยพูดเปรยๆกับเธอว่า .. “บาบอสอนมันมาอย่างนี้ แต่บางอย่างมันทำไม่เหมือนที่บาบอสอน” ...
จากนั้นเป็นต้นมาจนกระทั่งวันที่ท่านสิ้นชีวิต ไม่เคยปรากฏแม้แต่ครั้งเดียวว่าบาบอจะแสดงท่าทีไม่พอใจหรือโกรธเคืองอะไรผมทั้งสิ้น  ตรงกันข้าม ท่านยังโทรศัพท์มาปรึกษาหารือผมในเรื่องต่างๆ,  เช่น บางครั้งเมื่อมีผู้มาถามปัญหาศาสนา ท่านก็ขอให้ผมช่วยค้นหาหลักฐานให้เมื่อท่านขี้เกียจค้นหาเอง,  เมื่อไม่สบายใจท่านก็โทรฯ ให้ผมไปรับท่านมานอนพักผ่อนที่บ้านผมที่สงขลาครั้งละ 2-3 คืน,  และท่านยังเคยโทรศัพท์เรียกผมไปหาเพื่อให้ขับรถนำท่านและมามาไปเที่ยวแถวปัตตานีและยะลาก็หลายครั้ง  และก็หลายครั้งที่ผมเคยช่วยเหลือด้านการเงินแก่ท่านหรือลูกๆของท่าน ...
เมื่อบาบอสิ้นชีวิตไป ผมก็ยังไปมาหาสู่, เยี่ยมเยียนมามากับลูกๆของท่านซึ่งเปรียบเสมือนน้องของผมเสมอ จนกระทั่งมามาได้สิ้นชีวิตไปอีกเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ...
สรุปแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับบาบอ,  มามา, ลูกๆของบาบอซึ่งทุกคนรักผมเหมือนพี่ชาย ไม่เคยเลยที่จะร้าวฉาน ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันนี้ -- และไม่ว่าผมจะเป็นคณะเก่าหรือคณะใหม่ -- เพราะทุกคนเข้าใจผม ...
ข้อเท็จจริงจากสิ่งเหล่านี้สืบได้ไม่ยาก เพราะประจักษ์พยานบุคคลที่จะยืนยันในคำกล่าวของผมข้างต้น ยังมีชีวิตอยู่มากมายในตำบลบ้านนา อ.จะนะ จังหวัดสงขลา, โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลูกๆของบาบอซึ่งยังมีชีวิตอยู่เกือบครบถ้วนและยังติดต่อกับผมอยู่เสมอ หากผู้ใดต้องการทราบความจริงก็ยินดีให้เดินทางไปสอบถามที่ โรงเรียนตัสดีกียะฮ์ อ.จะนะได้ตลอดเวลา โดยผมยินดีจะจ่ายค่าพาหนะให้ท่านด้วยทุกบาททุกสตางค์ถ้าเรื่องที่ผมกล่าวมาไม่เป็นความจริง  แต่ถ้าเป็นเรื่องจริงท่านก็ต้องจ่ายของท่านเอาเอง ...
หรือถ้าจะให้สะดวกกว่านี้ ก็โทรศัพท์มาหาผมเพื่อขอเบอร์โทรฯ ลูกๆของบาบอจากผมได้ เพราะเบอร์โทรฯของผมก็มีแจ้งไว้แล้วตอนท้ายบทความแต่ละเรื่อง ...

read:
 salam

ไม่ค่อยเคลีย ครับ

อ่านแล้ว ไม่รู้จุดประสงค์คือะไร ?

ที่มา ที่ไป ก่อนหน้านี้ คือ อะไร ?

ขัดแย้ง อย่างไร  ?

ข้างบน เป็น ใครเขียน ? เขียนท่อนไหน ?


ใครอ่านแล้ว งง บ้างครับ ?

คะลัคคะลุย:
 salam

ยี ปราโมทย์  ได้รับข้อมูลบอกเล่ามาจากลูกศิษย์อีกที  ศิษย์ของเขาทางเว็บไซต์ก็ใช่ย่อยซะเมื่อไหร่ล่ะ  ปากคนมันยาวกว่าปากกา   ;D

อัลเลาะฮ์ทรงตรัสว่า  "เมื่อคนชั่วนำข่าวหนึ่งมายังพวกท่าน  ดังนั้นพวกท่านก็จงตรวจสอบให้ชัดเจน"  อัลกุรอาน

ya-mann:
 salam   

นี่คือสิ่งที่ท่านอัซฮะรีย์สร้างฟิตนะไว้กับอ.ปราโมทย์

 http://www.sunnahstudents.com/forum/index.php?PHPSESSID=a0800847079c9b9a491f17bacbb54997&topic=4412.15

ก. พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ได้ทรงดำรัสในซูเราะฮ์อัล-หุญุรอต อายะฮ์ที่ 6 ว่า ...
    يَا أَيُّهَاالَّذِيْنَ آمَنُوْا إِنْ جَآءَكُمْ فَاسِقٌ بِنَبَأٍ فَتَبَيَّنُوْا أَنْ تُصِيْبُوْا قَوْمًا بِجَهَالَةٍ فَتُصْبِحُوْا عَلَى مَا فَعَلْتُمْ نَادِمِيْنَ
“ศรัทธาชนทั้งหลาย  หากคนชั่วคนใดนำข่าวใดมาบอกพวกเจ้า ก็จงสอบสวนให้แน่ชัดก่อน หาไม่แล้วพวกเจ้าจะสร้างเคราะห์กรรมแก่ชนกลุ่มหนึ่งโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แล้วพวกเจ้าจะกลายเป็นผู้เสียใจในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำลงไป” ...
ข.  ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวว่า ...
   أَتَدْرُوْنَ مَاالْغِيْبَةُ ؟  قَالُوْا : اَللهُ وَرَسُوْلُهُ أَعْلَمُ،  قَاَل : ذِكْرُكَ أَخَاكَ بِمَا يَكْرَهُ،  قِيْلَ : أَفَرَأَيْتَ إِنْ كَانَ فِىْ أَخِىْ مَا أَقُوْلُ ؟ .. قَالَ : إِنْ كَانَ فِيْهِ مَا تَقُوْلُ فَقَدْ اغْتَبْتَهُ،  وَإِنْ لَمْ يَكُنْ فِيْهِ مَا تَقُوْلُ فَقَدْ بَهَتَّهُ ... 
“พวกท่านทราบหรือไม่ว่า นินทา คืออะไร? .. พวกเขา (บรรดาเศาะหาบะฮ์) กล่าวว่า .. อัลลอฮ์และรอซู้ลของพระองค์เท่านั้นที่รู้ยิ่ง,  ท่านจึงกล่าวว่า .. (การนินทาก็คือ) การที่ท่านพูดเรื่องพี่น้อง(มุสลิม)ของท่านในสิ่งที่เขารังเกียจ,  มีผู้ถามว่า .. โปรดบอกฉันด้วยว่า ก็ถ้าสิ่งที่ฉันพูดนั้นมันมีอยู่จริงในตัวพี่น้องของฉัน (จะเรียกว่านินทาหรือไม่?)  ท่านก็ตอบว่า .. ถ้าสิ่งที่ท่านพูดมีอยู่จริงในตัวเขา ท่านก็นินทาเขา,  และถ้าสิ่งที่ท่านพูดไม่มีอยู่จริงในตัวเขา ท่านก็ใส่ร้ายเขา” ...
(บันทึกโดย ท่านมุสลิม  โดยรายงานมาจากท่านอบูฮุร็อยเราะฮ์ ร.ฎ.) ...
ค. ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลัม ยังเคยกล่าวอีกว่า ...
       إِنَّ مِمَّا أَدْرَكَ النَّاسُ مِنْ كَلاَمِ النُّبُوَّةِ اْلأُوْلَى : إِذَا لَمْ تَسْتَحِ فَاصْنَعْ مَا شِئْتَ
“แท้จริง หนึ่งจากสิ่งที่ประชาชนได้รับมาจากคำพูดของนบีย์ท่านก่อนๆก็คือ เมื่อท่านไม่ละอาย  ก็จงทำ(ทุกอย่าง) ที่ท่านต้องการเถิด” ...
(บันทึกโดยท่านบุคอรีย์  โดยรายงานมาจากท่านอบูมัสอูด อัล-อันศอรีย์ ร.ฎ.) ...
4. ในส่วนของผู้ที่กล่าวว่า ตนเองฏออัตกับบาบอจนกระทั่งได้รับความรัก, ความพึงพอใจจากบาบอตลอดมา ผมก็ยินดีด้วยและขออวยพรให้เป็นจริงอย่างนั้นเถิด ...
แต่ .. ถ้าคำว่า “ฏออัต” ดังกล่าว หมายถึงว่า ตนเองเชื่อทุกอย่างที่บาบอพูด,  คือบาบอว่าได้ก็ได้  บาบอว่าไม่ได้ก็ไม่ได้ .. โดยไม่กล้าขัดแย้งอะไรเลย ทั้งๆที่บางครั้งอาจจะมองเห็นแล้วว่า คำพูดหรือการกระทำบางอย่างของบาบอไม่น่าจะถูกต้อง  สิ่งที่ผมกลัวก็คือ การฏออัตในลักษณะนี้มันจะเป็นเหมือนโองการที่พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ.ทรงดำรัสไว้ในซูเราะฮ์อัต-เตาบะฮ์ อายะฮ์ที่ 31 ที่ว่า ...
                     إِتَّخَذُوْا أَحْبَارَهُمْ وَرُهْبَانَهُمْ أَرْبَابًا مِنْ دُوْنِ اللهِ
“พวกเขา (ชาวยิวและชาวคริสต์) ได้ยึดเอาบรรดาผู้รู้ของพวกเขาและบาดหลวงของพวกเขา เป็นพระเจ้าที่อื่นจากอัลลอฮ์” ..
ซึ่งได้รับคำอธิบายจากท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมว่า ความหมายโองการดังกล่าว มิได้หมายความว่าพวกเขาทำนมาซและถือศีลอดเพื่อบรรดาผู้รู้หรือบาดหลวงเหล่านั้น  แต่หมายถึงว่าพวกเขายอมฏออัต(คือเชื่อฟัง) ทุกอย่างที่ผู้รู้หรือบาทหลวงของพวกเขากล่าว นั่นแหละคือความหมายที่ว่ายึดเอาผู้รู้หรือบาดหลวงเป็นพระเจ้า ...
(จากหนังสือ “อัส-สุนัน วัลมุบตะดะอาต” หน้า  7) ...
5. ในส่วนที่ อ.อัซฮะรีย์กล่าวว่า  ความรู้ของผมอาจจะไม่บะรอกะฮ์นั้น ...
เรื่องนี้ผมขอขอบคุณ อ.อัซฮะรีย์เป็นอย่างมากที่เป็นห่วงและหวังดีต่อผม ...
เรื่องความมีบะรอกะฮ์หรือไม่มีบะรอกะฮ์ในวิชาความรู้ของผู้ใด  เจ้าตัวไม่อาจจะคิดเอาเอง,  ทึกทักเอาเอง,  หรือคิดแบบเข้าข้างตนเองได้หรอกว่า  ความรู้ของตนมีบะรอกะฮ์หรือไม่  พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. เท่านั้นที่ทรงรู้ในเรื่องนี้ ...
สำหรับผมเชื่อว่า ไม่ว่าใครก็ตาม ถ้าจะแสวงหาความรู้มิใช่เพื่ออัลลอฮ์ แต่เพื่อนำความรู้นั้นไปกระทำหรือพูดในสิ่งที่เป็นความถูกใจของมนุษย์ (คือเน้นความ “ถูกใจ” ของมนุษย์เป็นหลัก  แต่มิได้เน้นความ “ถูกต้อง” ของอัลลอฮ์),  หรือแสวงหาความรู้โดยมีเจตนาเพื่อจะนำมันไปเป็นเครื่องมือสำหรับโต้แย้งกับผู้อื่น,  หรือสร้างความสับสนให้ผู้ที่ขาดความรู้ความเข้าใจในศาสนา  ผมคิดว่าความรู้ลักษณะนี้แหละที่ไม่น่าจะมีบะรอกะฮ์ ...
ท่านศาสดามุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมเคยกล่าวว่า ...
   مَنِ الْتَمَسَ رِضَااللهِ بِسَخَطِ النَّاسِ كَفَاهُ اللهُ مُؤْنَةَ النَّاسِ، وَمَنِ الْتَمَسَ رِضَاالنَّاسِ بِسَخَطِ اللهِ وَكَلَهُ اللهُ إِلَى النَّاسِ .. 
“ผู้ใดก็ตามที่แสวงหาความโปรดปรานจากอัลลอฮ์ ด้วย(การพูดหรือทำใน)สิ่งที่มนุษย์รังเกียจ พระองค์อัลลอฮ์ก็จะให้เพียงพอแก่เขาจากการพึ่งพาเพื่อนมนุษย์, และผู้ใดแสวงหาความโปรดปรานจากมนุษย์ด้วย (การพูดหรือทำ) สิ่งที่อัลลอฮ์กริ้ว พระองค์ก็จะมอบหมายเขาให้แก่มนุษย์ไป” ...
(บันทึกโดยท่านอัต-ติรฺมีซีย์ หะดีษที่ 2540  โดยรายงานมาจากท่านหญิงอาอิชะฮ์ ร.ฎ.) ...
(คำว่า “สิ่งที่อัลลอฮ์กริ้ว” ผมว่าน่าจะหมายถึงการไม่ปฏิบัติตามหรือการปฏิเสธซุนนะฮ์ของท่านรอซู้ลฯ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมด้วยนะ) ...
และท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ยังกล่าวอีกว่า ...
   مَنْ طَلَبَ الْعِلْمَ لِيُجَارِىَ بِهِ الْعُلَمَاءَ أَوْ لِيُمَارِىَ بِهِ السُّفَهَاءَ وَيَصْرِفَ بِهِ وُجُوْهَ النَّاسِ إِلَيْهِ أَدْخَلَهُ اللهُ النَّارَ
“ผู้ใดก็ตามที่แสวงหาความรู้ (โดยมีเจตนา)เพื่อจะใช้มัน(เป็นเครื่องมือ)ในการโต้แย้งกับนักวิชาการด้วยกัน หรือเพื่อสร้างความสับสนแก่ผู้ด้อยความรู้และเพื่อหวังจะให้ประชาชนหันมาหาเขา (คือยอมรับในความเก่งกาจของเขา) พระองค์อัลลอฮ์ก็จะนำเขาใส่ลงในนรก” ...
(บันทึกโดย ท่านอัต-ติรฺมีซีย์  หะดีษที่ 2805 โดยรายงานมาจากท่านกะอับ บินมาลิก ร.ฎ.ด้วยสายรายงานที่เฎาะอีฟ  แต่ภาพรวมของหะดีษนี้ถือว่าเป็นหะดีษหะซัน ดังคำกล่าวของท่านอัล-อัลบานีย์ในหนังสือ “เศาะเหี๊ยะฮ์อัต-ติรฺมีซีย์”  เล่มที่ 2  หน้า 337) ..
ผมมั่นใจเป็นการส่วนตัวว่า อ.อัซฮะรีย์ คงไม่ใช่เป็นบุคคลในลักษณะดังกล่าวนี้อย่างแน่นอน ...

อ้างจากwww.mureed.comจากจดหมายเปิกผนึกถึงอ.อัซฮะรีย็โดยอ.ปราโมทย์ศรีอุทัย

ya-mann:
 salam

ตลก!!ถ้าผมเดาไม่ผิดลิงอ้างที่ผมนำมาให้ดูที่ท่านอัซฮะรีย์และบรรดาสมาชิกเคยให้ร้ายอ.ปราโมทย์ในกระทู้เรื่องสงสารอ.ปราโมทย์โดนลบทิ้งไปแล้วจึงเข้าไปดูไม่ได้ที่นี่ยังจะหาความอิคลาศได้อยู่อีกหรือ?????

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

Go to full version