เสวนาเชิงวิชาการ > สนทนาศาสนธรรม

เรื่องจริงที่ควรรู้เกี่ยวกับมารยาทในการหลับนอน ระหว่าง สามีภรรยา

<< < (28/50) > >>

pareet:
คัดลอกมาให้อ่านเล่นครับ
 :)อิสลามกับเรื่องเพศ

      การแตกสลายของครอบครัว ความขาดตกบกพร่องและการศึกษาในรูปแบบที่ก่อให้เกิดการ
ขาดระเบียบ ทางสังคม ตลอดจนความยุ่งเหยิงทางวัฒนธรรม ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดความจำเป็นอัน
ยิ่งใหญ่อย่างไม่เคยเกิดมาก่อนที่ ต้องนำคำสอนของอิสลามเกี่ยวกับครอบครัว และวัฒนธรรมทาง
เพศมากล่าวถึง 

      การรุกเข้ามาอย่างป่าเถื่อนของวิถีชีวิตแบบตะวันตก การโฆษณาอย่างขาดมารยาทโดยผู้
สร้างภาพยนต์ ทำให้แบบอย่างที่ดีทางเพศของชาวมุสลิมเหือดหายไป   ตัวอย่างภาพเปลือยจาก
วีดีโอ การหาความสุขจากภาพเปลือย    การโผล่ตัวออกมาของคนที่เป็นทอมอันเป็นงานที่ผลิต
ขึ้นมาโดยสื่อที่ "ก้าวหน้า" ก่อให้เกิดการเบี่ยงเบนทางเพศ    โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดความ
ตกต่ำเพราะไม่อาจควบคุมจิตใจและมีการละเลยมารยาท (อะดาบ) ของอิสลามบ้านที่แตกทำลาย
คือหลักฐานที่เด่นชัดของความล้มเหลวทางจิตวิทยาและสังคมวิทยา"สมัยใหม่" จิตวิทยา และ
สังคมวิทยาสมัยใหม่ได้ตั้งคำถามอยู่เสมอถึงการนำภาวการณ์ของท่านศาสดาสุดท้ายมาใช้ใน
ครอบครัวของเราทุกวันนี้และปฏิเสธ "ความมีเหตุผล" ของการนำการแก้ปัญหาของศตวรรษ
ที่เจ็ดมาใช้โดยสมมุติฐานสองประการ   

      ประการแรกท่านนบีมุฮัมมัดรอซุลุลลอฮ์(ศ็อลฯ)มีชีวิตอยู่ใน"สังคมที่แตกต่างและสิ่งแวด
ล้อมทางสังคม ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง"   สมมุติฐานข้อที่สองคือ ภรรยาของท่านศาสดามุฮัมมัด
(ศ็อลฯ)   ซึ่งเป็นมารดาแห่งศรัทธาชนนั้นมี "ความแตกต่างและหล่อหลอมมาดีกว่าผู้หญิงอื่นๆ
ทั้งหมด ดังนั้นสิ่งที่พวกเธอทำจึงไม่อาจนำมาใช้กับผู้หญิงอื่น ๆ ของโลกร่วมสมัยนี้ได้"

      อย่างไรก็ตามสมมุติฐานข้างต้นย่อมมีความผิดพลาดได้เพราะแม้ว่าท่านศาสดามุฮัมมัด
(ศ็อลฯ) จะมีชีวิตอยู่ในสมัยเก่าซึ่งเป็นสังคมเผ่าก็ตาม แต่ในสมัยของท่าน การคอร์รัปชั่น ความ
โง่เขลา การขาดศีลธรรมทำลายศึลธรรม และคุณค่าทางวัฒนธรรมและความเลวร้ายที่บีบคั้นอยู่
กับวัฒนธรรมที่แปลกแยกก็ไม่ได้ มีน้อยไปกว่าสิ่งที่เรามีในประเทศ "มุสลิม" ที่ตกเป็นอาณานิ
คมและในประเทศมุสลิมที่ตกอยู่ใต้อิทธิพลของ ตะวันตกแต่อย่างใด เป็นสิ่งที่ถูกต้องว่าภรรยา
ของท่านศาสดา (อุมมะฮาตุลมุอ์มินีน) นั้นมีตำแหน่งพิเศษใน หมู่ผู้หญิงทั้งหมดในเมื่อพวกนาง
ได้รับเกียรติอันเนื่องมาจากความใกล้ชิดผูกพันกับท่านศาสดาสุดท้าย (ศ็อลฯ) ในอีกทางหนึ่ง
พวกนางมีความเป็นมนุษย์ในทุกรูปแบบ และพวกนางก็มีทัศนคติที่กระจ่างชัดเท่ากับที่จะหวัง
ได้จากผู้หญิงอื่น ๆ อาจกล่าวเพิ่มเติมได้ว่า ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) และภรรยา (ร.ฎ.) ของท่าน
ต้อง เผชิญกับความยากจน และความลำบากในความเป็นมนุษย์ ตัวอย่างเช่น ต้องเผชิญกับ
การกล่าวหาอย่างผิด ๆ การสูญเสียภรรยา และบุตรอย่างน่าเศร้าโศก การเป็นศัตรูกับชาวยิว
คนนอกศาสนาและคริสเตียน ฯลฯ ไม่เคยเลยที่ชีวิตของท่านจะไม่พบอุปสรรคชีวิตครอบครัว
ของท่านศาสดาสุดท้าย(ศ็อลฯ) นั้นเป็นความจริง ดังนั้นการประยุกต์เอาชีวิตซุนนะฮ์ (แบบฉัน)
และแนวทางของท่านมาปฏิบัติใช้เราก็สามารถแก้ปัญหาได้ อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ผู้ทรงเกรียงไกร
ได้กล่าวไว้ในอัลกรุอานว่า "แท้จริงในศาสนทูตของอัลลอฮ์ย่อมมีแบบฉบับอันดีงาม
สำหรับพวกเจ้า"  (33:21) 

      อาอีซะห์ (ร.ฎ.) ภรรยาผู้เป็นที่รักของท่านศาสดากล่าว่า "รอซูลุลลอฮ์ (ศ็อลฯ) ไม่เคยตบตี
ภรรยาและคนรับใช้ และท่านไม่เคยทุบตีสิ่งใด ๆ ด้วยมือของท่านยกเว้นเพื่อการต่อสู้ในหนทาง
ของอัลลอฮ์" 

      แม้ว่าจะอนุญาตให้ใช้การสั่งสอนโดยใช้การลงโทษภรรยาที่จิตใจยังไม่เป็นผู้ใหญ่ได้และ
เป็นที่ยอมรับ ในอัลกุรอาน แต่ศาสดาก็มักจะไม่สนับสนุนการกระทำเช่นนี้ ท่านกล่าวว่า "ที่ดี
ที่สุดในหมู่พวกท่านคือการไม่ตบตี" ตบหน้าเฆี่ยนด้วยแส้หรือไม้ เราอยู่ในยุคสมัยที่เรียก
ว่ามีการทำตามใจชอบทางเพศเพศสัมพันธ์ทางธรรมชาติถูกแปรเปลี่ยนเป็นความสกปรก เป็น
ธุรกิจของการ "หาความสนุกสนาน"

      ปัจจุบันนี้ลูกตุ้มของพฤติกรรมสังคมมันแกว่งจากลัทธิที่ถือความบริสุทธิ์อย่างเสแสร้งของ
ตะวันตกจน ถึงปลายสุดแห่งความสุดโต่งทางเพศ   เรื่องเพศได้หลุดออกมาจากเรื่องลับไปสู่เรื่อง
เปิดเผย การแสดงออก ทางเพศกลายเป็นอุตสาหกรรมใหญ่และถูกนำมาใช้งาน ไม่เฉพาะในทีวี
และในนิตยสารแบบเพลย์บอย หรือ หนุ่มเจ้าสำราญเท่านั้น แต่เรื่องเพศยังนำมาขายได้ทุก ๆ อย่าง
ตั้งแต่เรื่องไข่จนถึงเรื่องรถไฟทีเดียว ที่เรียก กันว่า "การปฏิวัติทางเพศ" ในทศวรรษที่ 60 นั้นได้
นำมาซึ่งปัญหารุนแรงในบั้นปลายความหลงไหลในกามอารมณ์ ความบ้าคลั่ง และกามวิตถาร (เกย์
เลสเบี้ยน กะเทย ฯลฯ) ทั้งหมดนี้ล้วนหลุดออกมาจากหลุมมืดแห่งความเกินขอบเขตของพวกเขา   

      คุณค่าของมนุษย์กับความรักตามธรรมชาติถูกแทนท ี่ด้วยการสมสู่แบบสัตว์ตามที่สาธารณะ
อิสลาม ต่อต้านขบวนการปลดปล่อยผู้หญิงที่ปล่อยให้มีการผสมปนเปกันระหว่างเพศ ซึ่งผู้หญิงและ
ผู้ชายมั่วสุมกัน ในสังคมโสเภณีแห่งโลกของความก้าวหน้านั้น คาร์ลมาร์กซ์ ได้วาดภาพเอาไว้แล้ว
ใน "The Communist Manifesto" นั่นคือ "จากจุดหนึ่งของความเสื่อมทรามทางศีลธรรม ผู้คน
ได้หันไปหาการผสมปนเปทาง เพศอย่างเสรีในที่สุด เมื่อไม่ได้รับความพึงพอใจทางเพศ ก็เลยหัน
ไปสู่การเปลือยอย่างสุดสุด"   สำหรับผู้มีจิตใจปกติชาวมุสลิมทั้งชายและหญิง จะต้องยอมรับว่าหาก
พวกเขาและเธอไม่ปฏิบัติตามอย่างจริงจังต่อ แนวทางอิสลามตามคำสอนของท่านศาสดาแล้ว ระ
บบทั้งหมดของชีวิติก็จะต้องเสียหาย   

      การแยกบทบาททางเพศนั้นเป็นที่ต้องการตามธรรมชาติของมนุษย์    อัลลอฮ์ได้สร้างผู้ชาย
และผู้หญิง เพื่อใช้ให้ดำรงบทบาทอันสูงส่งในขอบเขตและกิจกรรมของพวกเขา อเล็กซิส คาร์เรล
ผู้ได้รับรางวัลโนเบล จากฝรั่งเศสได้กล่าวไว้อย่างถูกต้องว่า "ความแตกต่างที่เกิดขึ้นระหว่างผู้ชาย
และผู้หญิงนั้นมีมาจากพื้นฐาน ลักษณะดั่งเดิมมากกว่าที่เรายอมรับกัน การเพิกเฉยต่อพื้นฐานหลัก
นี้ก่อให้เกิดการสนับสนุนลัทธิปลดปล่อย    ผู้หญิงที่มีความเชื่อว่าสองเพศควรจะมีความรับผิดชอบ
ที่เหมือนกัน ในความเป็นจริงผู้หญิงนั้นต่างกับผู้ชาย อย่างลึกซึ้ง ผู้หญิงควรจะพัฒนาทักษะของตัว
เองโดยไม่ลอกเลียนแบบผู้ชาย พวกปลดปล่อยสตรีมีความเข้า ใจผิดพลาดในเรื่องความเท่าเทียม
กัน" 

      สัญชาติญาณทางเพศเป็นพลังที่สำคัญที่สุดในการมีชีวิตอยู่อย่างมนุษย์     อิสลามได้ให้ภาพ
ลักษณ์ที่สมบูรณ์ในพลังทางเพศ การยับยั้งชั่งใจในทางเพศเป็นพื้นฐานของสถาบันครอบครัวของ
อิสลามจำนวนมาก โดยการแยกบทบาททางเพศ ผู้ชายจะมีบทบาทมากกว่า ความเหนือกว่าผู้ชาย
มีอยู่หลายด้าน  นั่นคือ ผู้หญิง จะต้องแสดงความเคารพต่อผู้ชาย และผู้ชายจะต้องคุ้มครองผู้หญิง
ที่มีสรีระอ่อนแอกว่า     ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ระบบสังคมของอิสลาม   ในเรื่องบุรดะฮ์ฮิญาบนั้นก็คือ
การทำให้ผู้หญิงอยู่ในอำนาจหน้าที่ของผู้ชาย   การปล่อยตัวทางเพศของผู้หญิงและตัณหาที่ไม่อาจ
ควบคุมได้ของผู้ชายนำไปสู่การขาดระเบียบทางสังคม   และนำไปสู่ความตกต่ำทางวัฒนธรรมทั้ง
หมด สถานะที่เหนือกว่าของผู้ชายได้บอกได้อย่างไว้อย่างชัดเจนใน อัลกุรอาน (4:34) ท่านศาสดา
มุฮัมมัด (ศ็อลฯ) กล่าวว่า "ชาติจะไม่รุ่งเรืองหากนำโดยผู้หญิง" มีเพียงนิกายนอกศาสนาของ
พวกคอริญีย์เท่านั้นที่ยอมรับความเป็นผู้นำของผู้หญิง   

      แต่ความเหนือกว่าของเพศชายไม่ได้หมายถึงการกดขี่เพศหญิง การขาดวัฒนธรรมอิสลาม
ก่อให้เกิด ขอบเขตแห่งความมืดมน เพราะมีการละเมิดสิทธิของผู้หญิง   มนุษย์เรานั้นแสดงความ
ผูกพัน ทางด้านอารมณ์โดยการผ่านคำพูด   การมองและการสัมผัสโดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีความ
สัมพันธ์ทางเพศ คนเคร่งครัดศาสนาชาวมุสลิมทั้งชายและหญิงที่คุ้นเคยอยู่กับซุนนะฮ์จะรู้ถึงความ
สำราญทางกายเป็นอย่างดี ซุนนะฮ์ โดยตัวของมันเองนั้นเป็นตำราแห่งความรัก   หะดีษจำนวนนับ
ร้อยก่อให้เกิดศิลปะแห่งความรักของอิสลาม การเล้าโลมก่อนร่วมเพศเป็นเรื่องของศีลธรรม และ
การแสวงหาด้านจิตวิญญาณทางศาสนาในอิสลาม และประสบการณ์างจิตวิทยาทางเพศต่อการถึง
จุดสุดยอด เป็นบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาบุคลิกของมุสลิมกิจกรรมทางเพศที่ได้รับอนุญาต ได้
เพิ่มและก่อให้เกิดความเข้มแข็งต่อความสามารถทางด้านจิตใจของชาวมุสลิม   ดังนั้นชีวิตทาง
เพศจึงไม่ใช่สิ่งต้องห้ามในอิสลามและชาวมุสลิมจะต้องรู้ถึงเพศศึกษาในอิสลาม และการทำให้
คู่รักพอใจ ซึ่งโดยปกติแล้วมุสลิมทั้งชายและหญิงจะร่วมเพศครั้งแรกกับคู่แต่งงานเท่านั้น   

      ความอายและความกังวลนั้นเป็นส่วนหนึ่งของทุก ๆ ประสบการณ์ใหม่    และมันจะหายไป
เมื่อความแปลกแยกของบุคคลถูกแทนที่ โดยความรู้ที่เหมาะสม 

นูรุ้ลอิสลาม:
ญะซากัลลอฮ์ครับคุณ ฟารีท  ;D

al-azhary:
ท่านอิบนุอามูนกล่าวว่า  เจ้าสาวนั้น  ภายในเจ็ดวันห้ามรับประทาน  น้ำส้ม , ผักชี ,  นม , แอ๊ปเปิ้ลเปรี้ยว  และทุกอย่างที่มีรสเผ็ดร้อนและขม  เช่น  ถั่ว , มะกอก  ถั่วปากเหนี่ยว  ถั่วฝักยาว  เพราะสิ่งดังกล่าวนั้นให้อารมณ์ตายด้าน  และทำให้เกิดการไม่ตั้งครรภ์ขึ้นได้  และจุดมุ่งหมายที่สำคัญที่จากการแต่งงาน  ก็คือลูก  เพราะท่านร่อซูลุลเลาะฮ์ ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า  "พวกท่านจงแต่งงาน  แล้วพวกท่านก็จะได้สืบพันธ์แพร่หลาย  เพราะแท้จริงฉันนั้นจะมีประชากรมากมายด้วยกับพวกท่านในวันกิยามะฮ์"  และสิ่งที่สมควรรักประทานนั้นคือ  เนื้อไก่ , ผลซะฟัรญัล, ทับทิม , แอ๊บเปิ้ลหวาน , และอื่น ๆ

สมควรสำหรับภรรยาให้ทำการเคี้ยวลุบาน(หมากฝรั่งที่ทำมาจากต้นกำยาน)  เพราะท่านร่อซูลุลเลาะฮ์ ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า "โอ้บรรดาสตรีตั้งครรภ์ทั้งหลาย  พวกเธอจงให้อาหารบรรดาบุตร(ในครรภ์)ของพวกเธอด้วยลุบาน  เพราะมันจะเพิ่มสติปัญญา  ลดเสมหะ  ทำให้มีความจำดี  และทำให้ความหลงลืมหายไป"  และให้รับประทานซะฟัรญัล เพราะท่านยะห์ยา บิน ยะห์ยา ได้รายงานจาก คอลิต บิน เมี๊ยะอฺดาน  ว่า "พวกท่านจงกินซะฟัรญัลซิ เพราะมันจะทำให้บุตรหล่อสวยงาม"  มีรายงานว่า "ชนกลุ่มหนึ่งได้ร้องทุกข์ต่อนบีของพวกเขาถึงความน่าเกลียดของบุตรหลานพวกเขา  ดังนั้นอัลเลาะฮ์จึงดนใจมายังท่านนบีว่า  เจ้าจงใช้ให้พวกเขาบรรดาภรรยาที่ตั้งครรค์ในเดือนที่สามและเดือนที่สี่ทำการรับซะฟัรญัลเถิด"  และสมควรให้ห่างไกลจากอาหารที่ไม่มีประโยชน์และอาหารที่ผสมกันหลายอย่าง

มีรายงานว่า  บ้านใดที่รมด้วยกำยาน  คนอิจฉาริษยา , หมอดู , ชัยฏอน , และนักไสยศาสตร์จะไม่เข้าใกล้บ้านหลังนั้น

al-azhary:
ท่านอิบนุยามูนกล่าวว่า  มารยาทในการร่วมหลับนอนนั้น  คือต้องหลังจากที่มีการเล้าโลมและจูบจนกระทั่งทำให้หัวใจกระชุ่มกระชวยสำหรับการร่วมหลับนอน  เพราะท่านร่อซูลุลเลาะฮ์ ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า "คนใดจากพวกท่านอย่าร่วมหลับนอนกับภรรยาของเขาเหมือนกับสัตว์เดรัจฉาน  แต่ต้องให้ระหว่างทั้งสองนั้นมีสื่อ  จึงถูกถามว่า อะไรคือสื่อครับ? ท่านร่อซูลุลเลาะฮ์ กล่าวว่า มันก็คือการจูบและการพูดจา(หยอกเย้าเอาใจ) ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น  และส่วนหนึ่งจากมารยาทในการร่วมหลับนอนคือต้องหลังจากท้องและส่วนอวัยวะต่าง ๆ มีความผ่อนคลาย เพราะในการร่วมหลับนอนด้วยอวัยวะไม่ผ่อนคลายนั้น(เช่นแน่พุง)ก็จะทำให้เกิดโทษเป็นอย่างมาก  และทำจะทำให้ข้อกระดูกต่าง ๆ เจ็บ และอื่น ๆ ดังนั้นหากต้องการรักษาสุขภาพตนเองเขาก็จงระวังในสิ่งดังกล่าว

กล่าวกันว่า  สามประการ  ซึ่งบางครั้งมันจะมาทำลาย  คือร่วมหลับนอนในขณะหิว  ร่วมหลับนอนในขณะอิ่ม  และร่วมหลับนอนหลังจากรับประทานเนื้อตากแห้ง

al-azhary:
ท่านอิบนุอามูน  กล่าวว่า  การร่วมหลับนอนระหว่างสามีภรรยานั้น  ถูกห้ามในขณะที่มีประจำเดือน  เพราะอัลเลาะฮ์ทรงตรัสความว่า "และพวกเขาจะถามเจ้าเกี่ยวกับ(ปัญหาของ) ประจำเดือน  เจ้าจงตอบเถิดว่า  อันประจำเดือนนั้นเป็นความสกปรกอย่างหนึ่ง  ดังนั้นพวกเจ้าจงแยกตัวออกจากสตรี(ผู้เป็นภรรยา)ในช่วงมีประจำเดือนเถิด" อัลบะกอเราะฮ์ 222  บางทัศนะกล่าวว่า  ความหมายของมันก็คือ  พวกท่านจงห่างจากอวัยวะเพศของพวกนาง  ซึ่งเป็นทัศนะคำกล่าวของท่านหญิงหัฟเซาะฮ์  และได้ถูกรายงานจากท่านมุญาฮิด  และเป็นทัศนะที่ท่านอัสบัฆยึดถือ  และได้ถูกรายงานจากท่านอิมามอัชชาฟิอีย์และท่านอิกริมะฮ์เช่นกัน   และบางทัศนะกล่าวว่า  หมายถึงห่างไกลจากที่นอนของพวกนาง  ซึ่งเป็นทัศนะที่ถูกรายงานจากท่านอิบนุอับบาสและท่านอิบนุอับบาสก็ทำการแยกที่นอนกับภรรยาของท่านในขณะที่มีประจำเดือน  ดังนั้นเรื่องดังกล่าวจึงทราบถึงน้าสาวของท่านคือท่านหญิงมัยมูนะฮ์  ท่านนางจึงกล่าวกับท่านอิบนุอับบาสว่า  ท่านไม่ปรารถนาซุนนะฮ์ของท่านร่อซูลุลเลาะฮ์ ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กระนั้นหรือ?  ขอสาบานว่า แท้จริงท่านร่อซูลุลเลาะฮ์  ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้นอนพร้อมกับบรรดาภริยาของท่านในขณะที่มีประจำเดือนโดยที่ระหว่างท่านและนางนั้นมีผ้าปิดจนพ้นสองหัวเขา  และบางทัศนะกล่าวว่า  สิ่งที่อยู่ภายใต้ผ้านุ่งของพวกนาง  ซึ่งเป็นทัศนะที่เลื่องลือของท่านอิมามมาลิก  เหมือนที่ได้ระบุไว้ในหะดิษซอฮิห์ความว่า "ผู้มีประจำเดือนนั้น  จงผูกผ้าให้แน่นและส่วนเรื่องของท่านนั้นคือข้างบนของนาง(จากสะดือขึ้นไป)"   

และคำตรัสของพระองค์ที่ว่า "จนกว่าพวกนางจะสะอาด" อัลบะกอเราะฮ์ 222 หมายถึง  จนกระทั่งพวกนางได้เห็นเครื่องหมายของความสะอาดแล้ว จากเลือดหยุดหรือเลือดแห้ง "ดังนั้นเมื่อพวกนางสะอาดแล้ว" อัลบะกอเราะฮ์ 222 หมายถึง สะอาดด้วยการอาบน้ำตามทัศนะที่เลื่องลือ  "พวกเจ้าก็จงเข้าหาพวกนางเถิดตามที่อัลเลาะฮ์ได้ทรงบัญชาแก่พวกเจ้า" อัลบะกอเราะฮ์ 222 หมายถึง  ร่วมหลับนอนกับนางทางด้านหน้าไม่ใช่ทางทวารด้านหลัง , และหลักการของนิฟาส(เลือดที่ออกมาหลังจากคลอดบุตร)ก็เหมือนกับหลักการของเลือดประจำเดือนโดยทั้งหมด

ได้กล่าวไว้ในหนังสือ ชัรห์ อัลอุมดะฮ์  ว่า "ห้ามทำการร่วมหลับนอนในขณะมีประจำเดือนนั้น  ถือว่าเป็นอิบาดะฮ์ , หมายถึงเรื่องของเลือดนิฟาสก็เช่นเดียวกันกับเลือประเดือน เพราะมันมีหลักการเหมือนกัน"

ในหนังสือ  อัลกุสตุลลานีย์  กล่าวว่า "การร่วมประเวณีในขณะมีประจำเดือนนั้น  เป็นสิ่งที่ต้องห้าม  โดยมติของปวงปราชญ์  ดังนั้นผู้ใดที่เชื่อมั่นว่า  การร่วมประเวณีในขณะมีประจำเดือนเป็นสิ่งที่อนุญาต  เขาย่อมเป็นกาเฟร"

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

[*] หน้าที่แล้ว

Go to full version