เสวนาเชิงวิชาการ > สนทนาศาสนธรรม

ถึงคุณ al-azhary โดยตรง(2) โปรดอ่าน

<< < (9/10) > >>

เด็กน้อยๆ:

--- อ้างจาก: นูรุ้ลอิสลาม ที่ ก.ค. 15, 2007, 08:56 PM ---พี่น้องทั้งหลายเคยได้ยินไหมครับว่า  แนวทางอะฮ์ลิสซุนนะฮ์อัลอะชาอิเราะฮ์เคยฮุกุ่มแนวทางอื่นว่าเป็นชาวนรก?

--- End quote ---


ที่จริงเราเอง ก็ไม่ได้ฮูกุ่มท่านหรอกนะ ว่าเป็นชาวนรก เราเพียงแต่นำคำพูดที่เป็นฮะดีษของท่านนบีมาบอกกล่าวไว้ให้ท่านได้ระวังไว้มากกว่า

และคำพูดของนบีฯ ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นจะต้องยึดถือตาม หรือว่าคุณนูรุ้ลอิสลามไม่ได้เชื่อที่ท่านนบีบอกว่า "ทุกบิดอะฮ์คือความหลงผิด และทุกๆ ความหลงผิดอยู่ในนรก" เหรอครับ?

เราไม่ได้เชื่อเองว่าเป็นเช่นนี้ เราเชื่อเพราะนบีฯ บอก แต่ถ้าท่านจะไม่เชื่อ แต่ยังอยากทำต่อ โดยไม่ได้ฉุกคิดที่เราหวังดีบอกไป ก็แล้วแต่ท่านละ เฮ้อออออออ...

เด็กน้อยๆ:

--- อ้างจาก: isma-il ที่ ก.ค. 16, 2007, 02:29 PM ---
--- อ้างจาก: เด็กน้อยๆ ---
อัสสลามมุอลัยกุม พี่น้องทุกท่าน

คือว่าผมได้ลองเอาบทความนี้ ไปลองโพสต์ในเว็บบอร์ดของเว็บ Sunnahstudent ดู

http://www.------------------------

ได้ผลปรากฎว่า เว็บมาสเตอร์ลบกัน 3-4 รอบเลยครับ เหอๆ ดูท่าเว็บมาสเตอร์จะไม่อยากให้เด็กๆ อัลอะชาอิเราะฮ์ของเขาไขว้เขวน่ะ

พ้มเองก็ไม่รู้จะทำไง กับโต๊ะครูที่อยากอนุรักษ์หนทางหากินของตัวเอง (กินบุญรับซองบ้านคนตาย ฯลฯ)

หรือพี่น้อง ( ****สงวน*** ) มีความเห็นว่าไงกันบ้างครับ? ช่วยออกความเห็นกันที ว่าจะช่วยเหลือชาวบ้านพี่น้องมุสลิมเรา
กันอย่างไรดี ไม่ให้พวกโต๊ะครูโคโยตี้พวกนี้มันหลอกกิน....
วัสสลามมุอลัยกุม
--- End quote ---

อัสสลามมุอลัยกุม ฯ เด็กน้อยๆ

.....ข้อความที่เด็กน้อยๆได้ไปโพสท์ด้วยความหวังดีที่เว็บหนึ่ง  (ผมอ่านแล้วนะ บทความตั้งแต่ปีที่แล้ว)

.....และไม่ต้องกลัวว่า เด็กๆอัลอะชาอิเราะฮ์อย่างผมเอง จะไขว่เขวนะ ขอบคุณที่เป็นห่วง

.....และถามหน่อยนะ โต๊ะครูโคโยตี้ คืออะไรเหรอ แบบว่าแก่แล้วไม่ค่อยเข้าใจ ช่วยอธิบายหน่อยดิ นิยามหน่อยก็ดีนะ

.....ปล. เอามาลงเว็บนี้ไม่ใช่ว่าจะประจานนะ แต่ว่าอยากให้มาแสดงความหวังดีที่เว็บนี้อย่าไปปล่อยที่อื่น เดี่ยวคนอื่นจะเข้าใจผิด

--- End quote ---



โอเค ลงได้ไม่มีปัญหาครับ ที่จริง ผมเองก็ต้องขอบคุณด้วยซ้ำ ที่ช่วยเอามาลงให้อ่าน เพราะว่าที่โน่นโดนลบไปแล้ว ท่าทาง 2 เว็บนี้ จะมีอะไรบาดหมางกันไม่น้อย

โต๊ะครูโคโยตี้ ก็คือ โต๊ะครูที่เต้นกินรำกิน ตามที่ชาวบ้านบอกให้เป็น ถึงแม้เค้าจะไปเรียน ไปศึกษาความรู้ถึงต่างประเทศก็ตาม โดยไม่สนใจว่า
เป็นสิ่งที่ค้านกับอัลกุรอ่าน และซุนนะฮ์นบีหรือไม่ก็ตาม และไม่สนใจว่าจะก่อให้เกิดการอุตริตามมาหลังจากเขาอย่างไรก็ตาม เอาคร่าวๆ แค่นี้นะครับ

เด็กน้อยๆ:



พอดีเจออันนี้มา ก็เลยเอามาลองให้อ่านกันดู

อ้างอิงจาก
คุณ cavaso


"บิสมิลลาฮิรฺเราะห์มานิรฺรอหีม

1. ชื่อ วะฮาบีย์
วะฮาบียะฮ คือ ชื่อของขบวนการฟื้นฟูอิสลาม โดยการนำของ เชคมูฮัมมัด อิบน อับดุลวาฮาบ มีชีวิตอยู่ในช่วง
(1115 ? 1206 ฮ.ศ.) ตรงกับ (1703 ? 1791 ค.ศ.) ที่เมืองนัจด ในซาอุดิอาระเบีย ชื่อนี้มาจากพยางค์ที่สองของชื่อบิดา
คือ อัลวะฮาบ ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นพระนามหนึ่งของอัลลอฮ พระผู้เป็นเจ้า มีความหมายว่า ผู้ทรงให้อย่างมากมาย ชื่อนี้บางคนเรียกเพี้ยนเป็น วะฮบีย์ ซึ่งไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องคือ วะฮาบียะฮ หมายถึง ขบวนการฟื้นฟูอิสลาม วะฮาบียะฮ หรือ วะฮาบีย์ หมายถึงผู้มีแนวคิดและแนวปฏิบัติตามขบวนการดังกล่าว
อย่างไรก็ตามชื่อนี้ไม่เป็นที่ชื่นชอบของกลุ่มวะฮาบียะฮ เนื่องจากเป็นชื่อที่ถูกตั้งขึ้นโดยฝ่ายต่อต้าน และมักจะนำมาใช้ในเชิงลบเป็นส่วนใหญ่ กลุ่มวะฮาบียะฮเองจึงไม่ใช้ชื่อนี้เรียกกลุ่มของตน แต่จะเรียกกลุ่มของตนว่ากลุ่ม ?สะลาฟียะฮ? (Salafiah) หรือ ?สะละฟียูน?(Salafiyoon) แปลว่า กลุ่มที่ยึดมั่นในแนวคิดดั้งเดิมของอิสลาม หรือบางทีเรียกกลุ่มของตนว่า ?มุวะหิดูน? (Muwahidoon) แปลว่า กลุ่มผู้ยึดมั่นในเอกภาพของอัลลอฮ

2. ประวัติความเป็นมาของวะฮาบียะฮ
เป็นที่ทราบกันดีว่าในตอนต้นของศตวรรษที่ 12 แห่งฮิจเราะฮศักราช (หรือคริสต์ศตวรรษที่ 18) ศาสนาและศิลธรรมในโลกอิสลามเสื่อมทรามลงมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคาบสมุทรอาระเบีย
กล่าวคือ มุสลิมส่วนใหญ่ได้พากันละทิ้งหลักการอิสลาม ละทิ้งหลักความเชื่อในเอกภาพของพระผู้เป็นเจ้า และ ละทิ้งการปฏิบัติตามแนวทางของศาสนทูต มูฮัมมัด ( ศ็อลลอลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) พวกเขาได้หันไปหลงไหล คลั่งไคล้อยู่กับเรื่องไสยศาสตร์ เวทมนต์คาถา และการตั้งภาคีต่อพระผู้เป็นเจ้าในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเคารพสักการะ และการขอความช่วยเหลือและคุ้มครองจากสุสานของบุคคลต่างๆ ที่ตัวเองเห็นว่าเป็นผู้วิเศษและศักดิ์สิทธิ
ในท่ามกลางสภาพสังคมที่ฟอนเฟะและโง่งมงายนี้ได้มีบุคคลผู้หนึ่งถือกำเนิดขึ้นที่ตำบลอัลอุยัยนะฮ ในเมืองนัจด (เมืองริยาด) ในปี ค.ศ. 1703 บุคคลผู้นั้นคือ มูฮัมมัด อิบน อับดุลวะฮาบ เขามาจากตระกูล อุลามาอ (ผู้ทรงความรู้) ได้ศึกษาวิชาความรู้จากบิดา และสามารถท่องจำอัลกุรอานทั้งเล่มได้เมื่อมีอายุเพียง 10 ขวบเท่านั้น และแม้ว่าเขาจะได้รับการยกย่องว่าเป็นปราชญ์ผู้มากด้วยความรู้ แต่เขาก็ตัดสินใจออกเดินทางเพื่อแสวงหาความรู้เพิ่มเติมยังหัวเมืองต่าง ๆ เช่น มักกะฮ มะดีนะฮ บัศเราะฮ บัฆดาด และเมาศิลในอิรัก เมื่อเขาได้กลับมาสู่มาตุภูมิ และได้เรียกร้องเชิญชวนผู้คนให้กลับสู่แนวทางอันบริสุทธิ์ของอิสลาม เขาก็ได้รับการต่อต้านจากบรรดาผู้ปกครองซึ่งพากันหวาดระแวงกับอิทธิพลของเขาที่จะสั่นสะเทือนต่ออำนาจการ
ปกครองของพวกตน เขาต้องถูกขับไล่ออกจากดินแดนที่เป็นบ้านเกิดเมืองนอน แต่เขาก็ยังยืนหยัดในอุดมการณ์อันมั่นคงที่จะฟื้นฟูและกอบกู้สังคมให้กลับไปสู่หลักการอันบริสุทธิ
จุดเปลี่ยนที่สำคัญของ มูฮัมมัด อิบน อับดุลวะฮาบ ก็คือ เมื่อท่านเดินทางมาที่เมือง อัดดัรอียะฮ ซึ่งเป็นเมืองในการ
ปกครองของตระกูล สะอูด (ราชวงศ์สะอูดในปัจจุบัน) ท่านก็ได้รับการต้อนรับอย่างดีจากอามีร มูฮัมมัด อิบนสะอูด เจ้าเมืองคนหนึ่งซึ่งตกลงใจที่จะร่วมงานกับเขาในการฟื้นฟูและเผยแผ่คำสอนของอิสลาม หลังจากนั้นไม่นานภายใต้การปกครองของ อามีร มูฮัมมัด อิบน สะอูด และการเผยแพร่คำสอนของ เชค มูฮัมมัด อิบน อับดุลวะฮาบ อย่างเอาจริงเอาจัง วิถีชีวิตและความเชื่อของมุสลิมที่อยู่ภายใต้การปกครองก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จากความโง่งมงายในหลักการอิสลาม และหลงผิดในการตั้งภาคี (ชิรก) และการนิยมชมชอบในอุตริกรรมทางศาสนา
(บิดอะฮ) ุกคนถูกเรียกร้องเชิญชวนสู่การเคารพภักดีต่ออัลลอฮองค์เดียวและยึดมั่นในคำภีร์อัลกุรอานและแบบอย่างคำสอนของ
ศาสนทูตมูฮัมมัด ( ศ็อลลอลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ทุกคนหันมานมาซรวมกัน ปฏิบัติศาสนกิจรวมกัน และศึกษาศาสนาร่วมกัน สัญลักษณ์ต่างๆ ของการตั้งภาคีและสิ่งไม่ดีงามต่างๆ ได้ถูกทำลายสิ้น สังคมอาหรับได้กลับคืนสู่ความอยู่เย็นเป็นสุขอีกครั้งหนึ่ง และที่สำคัญก็คือได้กลับมาสู่การดำเนินตามหลักคำสอนดั้งเดิมอันบริสุทธิที่ถูกปกปักษ์รักษา ถ่ายทอด และฟื้นฟูโดยนักปราชญ์ชาว สลัฟ (นักปราชญ์ในยุค 300 ปีแรก)
การที่มูฮัมมัด อิบน อับดุลวะฮาบได้รับการอุ้มชูอุปถัมป์จากราชสำนักของราชวงศ์สะอูดทำให้เขามีฐานอำนาจในการดำเนินกิจการต่างๆ จนบรรลุผล ฐานอำนาจดังกล่าวทำให้ดูเหมือนว่าเขามีท่าทีที่แข็งกร้าวต่อกลุ่มสองกลุ่มที่แพร่หลายอยู่ในขณะนั้น คือ
1) กลุ่มซูฟีย์ (Sufism) คือ กลุ่มนิยมความลี้ลับและมีความคลั่งไคล้ในวิชาตะเซาวุฟ (การฝึกจิตภายใน) มูฮัมมัด อิบน อับดุลวะฮาบเห็นว่า วิชานี้เป็นยาเสพติดที่มอมเมาคนในสมัยนั้นให้เฉื่อยชา ไม่เข้มแข็ง และเป็นวิชาที่ถูกนำมาใช้ในทางที่ผิดและบิดเบนออกไปจากเดิมมากมาย ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือ สิ่งอุตริทางศาสนาใหม่ๆ ที่กลุ่มซูฟีย์ได้สร้างขึ้น เช่น การเคารพ สักการะนักบุญ หลุมฝังศพและสัญลักษณ์ต่างๆ การเคารพ บูชาบรรพบุรุษหรือขอความช่วยเหลือจากผู้ที่ตายไปแล้ว หรือขอให้ผู้ที่ตายช่วยเป็นสื่อหรือนายหน้าติดต่อกับพระเจ้า การสร้างมัสยิดหรืออาคารเหนือหลุมฝังศพและการประดับตบแต่งหลุมฝังศพ เป็นต้น
2) กลุ่มมุตะกัลลิมีน (Mutakallimin) คือกลุ่มนักเทววิทยาที่เน้นการเอาเหตุผลทางปัญญาและทางตรรกวิทยามาอธิบายหลักความเชื่อในอิสลามจนทำให
้เกิดความคลาดเคลื่อนและเบี่ยงเบนจากความถูกต้อง มูฮัมมัด อิบน อับดุลวะฮาบเห็นเช่นเดียวกันว่า วิชาอิลมุลกะลาม Elmulkalam (เทววิทยา) เป็นยาเสพติดอีกชนิดหนึ่งที่ มอมเมาคนในสมัยนั้นให้หมกมุ่นอยู่กับการถกเถียงในเรื่องที่ไม่ควรถกเถียง แล้วในที่สุดก็ทำให้พวกเขาหลงทาง
มูฮัมมัด อิบน อับดุลวะฮาบได้ทำการคัดค้านทั้งสองกลุ่มอย่างแข้งกร้าว และได้ใช้ฐานอำนาจทางการปกครองสนับสนุนและจัดการกับสิ่งอุตริทางศาสนาอย่างได้ผล แน่นอนการกระทำของเขาได้ไปขัดผลประโยชน์และทำลายความเชื่อของคนที่โง่งมงายในสิ่งเหล่านั้นอย่างรุนแรง คนเหล่านั้นจึงตั้งตนเป็นศัตรู และพยายามชักชวนและประกาศให้คนทั่วไปเชื่อว่าสิ่งที่เขาสอนนั้นเป็นศาสนาใหม่ที่
มิใช่อิสลาม และกล่าวหาเขาว่าเป็นผู้สร้างลัทธิใหม่สำหรับผู่ที่ปฏิบัติตามคำสอนของมูฮัมมัด อิบน อับดุลวะฮาบนั้นก็ถูกคนกลุ่มดังกล่าวประณามว่าเป็นพวกนอกศ่าสนา และเรียกพวกเขาว่า วะฮาบียะฮ (Wahabism)
ในที่สุด

3. แนวคิดที่สำคัญของวะฮาบียะฮ
สำหรับแนวคิดที่สำคัญของวะฮาบียะฮนั้นพอสรุปเป็นหัวข้อได้ดังนี้ คือ
1) ยึดแนวของอิมามอะฮมัด อิบน ฮัมบัล (มัซฮับฮัมบะลีย์) ในเรื่องปลีกย่อยต่างๆ แต่ไม่ยึดแนวของ อิมามคนใดเป็นเกณฑ์แน่นอนในเรื่องหลักพื้นฐานทั่วไป
2) เรียกร้องให้เปิดประตูการอิจติฮาด (หมายถึงการวิเคราะห์และวินิจฉัยหลักฐานต่างๆ ทางศาสนาเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อบัญญัติของปัญหาต่างๆ ) หลังจากที่ได้ถูกปิดมานานตั้งแต่กรุงแบกแดดแตกจากการโจมตีของพวกมองโกลในปี ฮ.ศ. 656 (ค.ศ.1235)
3) ยืนยันในความจำเป็นที่จะต้องยึดถือคัมภีร์อัลกุรอานและสุนนะฮ(แบบฉบับของศาสนทูตมูฮัมมัด)
4) ยึดมั่นในแนวทางของอะฮลิสสุนนะฮวัลญะมาอะฮ (นิกายสุนนีย์)
5) เรียกร้องสู่หลักเตาฮีด (การให้เอกภาพต่อพระผู้เป็นเจ้า) อันบริสุทธิตามแนวทางของกัลญานชนมุสลิมในยุคแรกของอิสลาม
6) เน้นหลักเตาฮีดอูลูฮียะฮ (การให้เอกภาพต่อพระผู้เป็นเจ้าในด้านการเคารพสักการะ) และหลักเตาฮีดอัสมาอ
วัศศิฟาต (การให้เอกภาพต่อพระผู้เป็นเจ้าด้านนามชื่อ และคุณลักษณะของพระองค์)
7) ต่อต้านสิ่งเหลวไหลและอุตริกรรมทางศาสนาที่แพร่หลายในสังคมอันเนื่องจากความโง่งมงายของผู้คน
8) คัดค้านกลุ่มฏอรีเกาะฮซูฟีย์และกลุ่มมุตะกัลลีมีน และสิ่งอุตริทางศาสนาที่กลุ่มเหล่านี้สร้างขึ้นมา
9) ต่อต้านการทำชีริก (ตั้งภาคี) ต่ออัลลอฮทุกประเภท
10) ต่อต้านการตักลีด (การตามอย่างคนตาบอด) และเรียกร้องสู่การให้ความรู้และการค้นคว้าหาหลักฐาน

4. อิทธิพลและการแพร่หลายของกลุ่มวะฮาบียะฮ
ภายใต้การอุปถัมป์ของราชวงศ์สะอูดทำให้วะฮาบียะฮแพร่หลายในซาอุดิอาระเบีย โดยเฉพาะภายหลังการสถาปนาราชอาณาจักรโดยกษัตริย์อับดุลอาซีซ อิบน อับดิรรอหมาน อาลิสะอูด ในปี ฮ.ศ. 1351 (ค.ศ.1930) และต่อมาวะฮาบียะฮได้แพร่หลายอย่างรวดเร็วยังกลุ่มประเทศต่างๆ ในโลกมุสลิมผ่านทางคณะต่างๆ ที่เดินทางเข้ามาเพื่อประกอบพิธีอัจย์และอุมเราะฮ และนักศึกษาที่เข้ามาศึกษาในมัสยิดหะรอมทั้งสองแห่งที่นครมักกะฮและนครมะดีนะฮ และที่เข้ามาศึกษาในโรงเรียน มหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาอื่นๆ ในซาอุดิอาระเบียและประเทศใกล้เคียง ปัจจุบันรัฐบาลซาอุดิอาระเบียให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนมุสลิมทั่วโลกเป็นจำนวนมากเพื่อเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่สอนเกี่ยวกับอิสลามศึกษาและภาษาอาหรับทั้งในระดับปริญญาตรี ปริญญาโทและปริญญาเอก บัณฑิตที่จบจากมหาวิทยาลัยเหล่านี้กระจัดกระจายอยู่ในทุกส่วนของโลกเพื่อทำหน้าที่อบรมสั่งสอนจริยธรรมอิสลาม และเรียกร้องเชิญชวนสู่หลักการอันบริสุทธิ นอกเหนือจากนั้นแล้วรัฐบาลซาอุดิอาระเบียยังได้สนับสนุนงานด้านสังคมสงเคราะห์ การเผยแผ่อิสลามในรูปแบบต่างๆ แก่มุสลิมทั่วโลกอีกด้วย อาทิ เช่น การสร้างมัสยิดและสถาบันการศึกษา การจัดอบรมภาษาอาหรับและวิทยาการอิสลาม การพิมพ์อัลกุรอานและความหมายอัลกุรอานเป็นภาษาต่างๆ กว่า 150 ภาษา (รวมทั้งภาษาไทย) และการช่วยเหลือสงเคราะห์คนยากจนและผู้ได้รับความเดือดร้อนจากภัยพิบัติ เป็นต้น ดังกล่าวมานี้แสดงให้เห็นถึงการแผ่ขยายของวะฮาบียะฮภายใต้การสนับสนุนอย่างจริงจังจากรัฐบาลของซาอุดิอาระเบีย สำหรับอิทธิพลของวะฮาบียะฮนั้นอาจกล่าวได้ว่า วะฮาบียะฮหรือสะละฟียะฮในชื่อทางวิชาการได้มีอิทธิพลอย่างใหญ่หลวงต่อการฟื้นฟูอิสลามและการปฏิรูปสังคมมุสลิม
ให้กลับไปสู่หลักคำสอนดั้งเดิมอันบริสุทธิ ขบวนการฟื้นฟูอิสลามที่เกิดขึ้นในระยะหลังในแอฟริกา ในอียิปต์ และในชมพูทวีป ล้วนแล้วแต่ได้รับอิทธิพลและอานิสงส์จากแนววะฮาบียะฮด้วยกันทั้งสิ้น


บทส่งท้าย
วะฮาบียะฮ อาจถูกมองว่าเป็นแนวใหม่หรือลัทธิใหม่ในอิสลาม แต่นั่นเป็นความเข้าใจผิด เพราะใน วะฮาบียะฮไม่มีคำสอนใดที่ออกนอกหลักการอิสลาม ตรงกันข้ามวะฮาบียะฮเรียกร้องผู้คนให้กลับไปสู่หลักคำสอนดั้งเดิมอันบริสุทธิของอิสลาม ขบวนการวะฮาบียะฮจึงไม่แตกต่างไปจากขบวนการฟื้นฟูอิสลามอื่นๆในแนวอะฮลิสสุนนะฮ (สุนนีย์) ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นแต่อย่างใด การกล่าวหาว่าขบวนการวะฮาบียะฮเป็นขบวนการก่อการร้ายเท่ากับเป็นการกล่าวหาคำสอนของอิสลามอันบริสุทธิ
ว่าเป็นคำสอนที่ต้องการให้ผู้ปฏิบัติมีความคิดหรือมีพฤติกรรมอย่างนั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ และไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง จึงสมควรที่จะได้รับการเผยแพร่เพื่อความเข้าใจในวงกว้างต่อไป...

วัสลามมูอะลัยกุมวาเราะห์มาตุลลอฮฺ วาบารอกาตุ"


isma-il:

--- อ้างถึง ---บทความเมื่อ: วันนี้ เวลา 03:18 pm บทความโดย: เด็กน้อยๆ
--- End quote ---

....ขอบคุณครับ แต่ว่าส่วนตัวผมเองนั้น เคยอ่านแล้วนะ บทความนี้  ;D

....ถามเด็กน้อยต่อ..........


--- อ้างถึง ---ไม่มีหลักฐานจากอัลฮาดีษที่เชื่อถือได้ => ท่านนบีฯ ไม่ได้ให้การรับรอง => เมื่อท่านนบีฯ ไม่ได้ให้การรับรองก็หมายความว่า => อัลลอฮ์ก็ทรงไม่รับรอง

หลักง่ายๆ ในการจำสำหรับการปฏิบัติสิ่งใดๆ ในชีวิต

ถ้าเรื่องดุนยา = มีหลักฐานห้ามหรือเปล่า? ไม่มี เอ้า ! ทำ...

เรื่องศานา = มีหลักฐานใช้ให้ทำหรือเปล่า? ไม่มี เอ้า ! ไม่ทำ...

ก็มันง่ายๆ แค่เนี้ยะ .... จะไปทำให้มันยากทำไมกับชีวิต?
--- End quote ---

......ไม่ทราบนำหลักการนี้มาจากที่ใหนเ หรือมาจากผู้ใดครับ หรือว่าคิดขึ้นมาเอง ช่วยอธิบายขยายหน่อยนะครับ ขอบคุณ

นูรุ้ลอิสลาม:

--- อ้างจาก: เด็กน้อยๆ ที่ ก.ค. 29, 2007, 03:18 PM ---พอดีเจออันนี้มา ก็เลยเอามาลองให้อ่านกันดู
อ้างอิงจาก
คุณ cavaso
"บิสมิลลาฮิรฺเราะห์มานิรฺรอหีม

1. ชื่อ วะฮาบีย์
วะฮาบียะฮ คือ ชื่อของขบวนการฟื้นฟูอิสลาม โดยการนำของ เชคมูฮัมมัด อิบน อับดุลวาฮาบ มีชีวิตอยู่ในช่ว... ว่าเป็นคำสอนที่ต้องการให้ผู้ปฏิบัติมีความคิดหรือมีพฤติกรรมอย่างนั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ และไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง จึงสมควรที่จะได้รับการเผยแพร่เพื่อความเข้าใจในวงกว้างต่อไป...

วัสลามมูอะลัยกุมวาเราะห์มาตุลลอฮฺ วาบารอกาตุ"

--- End quote ---

       คุณเด็กน้อยๆ ไม่คิดบ้างหรอว่า  ทำไมสิ่งที่คุณอ้างอิงเกี่ยวกับเรื่องวะฮาบีย์มานี้  น้องเว๊บมาสเตอร์เขาจึงไม่ลบ ??  เก่งจริงลองอ้างลิงค์มาด้วยซิครับ  ผมว่าไม่เหลืออีกเหมือนเดิมน่ะ  ;D

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

[*] หน้าที่แล้ว

Go to full version