เสวนาเชิงวิชาการ > สนทนาศาสนธรรม
Logical Fallacy
Taqwacore:
ป่วยการครับ ที่จะพูดกับคนที่เมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นโรคแล้ว คิดปลอดใจตัวเองว่าไม่ได้เป็นโรค สุดท้ายก็ไม่ได้รักษาโรคที่ตนเองเป็นทั้งๆที่มีผู้หยิบยื่นสิ่งที่จะมารักษาโรคของตนเอง แต่ก็ยังปฎิเสธ ไม่สนใจต่อยารักษาโรคนั้น และก็เป็นโรคนั้นอยู่ต่อไป
ที่ผมพูดเช่นนี้ก็เพราะถ้าคุณเรียนรู้ตามที่ผมได้บอกไปแล้ว คุณจะไม่แสดงพฤติกรรมเช่นนี้ออกมาอย่างแน่นอน
มีคำพูดหนึ่งที่บอกว่า บางทีวิธีการที่เราจะจัดการกับคนโง่ ก็คือ ปล่อยให้เขาโง่อยู่ต่อไปเช่นนั้น ... ผมน่าจะเห็นด้วยกับคำพูดนี้ไหมครับ
As-Zaleek:
--- อ้างจาก: Taqwacore ที่ ก.ค. 28, 2011, 02:04 PM ---ป่วยการครับ ที่จะพูดกับคนที่เมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นโรคแล้ว คิดปลอดใจตัวเองว่าไม่ได้เป็นโรค สุดท้ายก็ไม่ได้รักษาโรคที่ตนเองเป็นทั้งๆที่มีผู้หยิบยื่นสิ่งที่จะมารักษาโรคของตนเอง แต่ก็ยังปฎิเสธ ไม่สนใจต่อยารักษาโรคนั้น และก็เป็นโรคนั้นอยู่ต่อไป
ที่ผมพูดเช่นนี้ก็เพราะถ้าคุณเรียนรู้ตามที่ผมได้บอกไปแล้ว คุณจะไม่แสดงพฤติกรรมเช่นนี้ออกมาอย่างแน่นอน
มีคำพูดหนึ่งที่บอกว่า บางทีวิธีการที่เราจะจัดการกับคนโง่ ก็คือ ปล่อยให้เขาโง่อยู่ต่อไปเช่นนั้น ... ผมน่าจะเห็นด้วยกับคำพูดนี้ไหมครับ
--- End quote ---
อ้าว..คนที่ชอบใช้เหตุผลมักจะเป็นคนไม่รับผิดชอบเยี่ยงนี้หรือ...การที่ไปบอกว่ามีคนเดือนเสี้ยวตอนตี 3 มาเป็นเหตุผลนั้น...เป็นความโง่เขลาหรือความถูกต้องกันแน่...
อย่าพยายามสร้างภาพให้คนนั้นป่วยคนนี้ป่วยและโง่เขลา...เพราะคนที่ชอบใช้เหตุผลมักจะไม่เห็นข้อผิดพลาดของตนเอง...เหตุผลอำพรางก็เกิดขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว...
Taqwacore:
สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มเรียนหลักการใช้เหตุผลใหม่ๆนั้น ในช่วงเริ่มแรกอาจจะเป็นการยากที่จะสามารถตรวจจับ ความผิดพลาดในการใช้เหตุผลได้ โดยเฉพาะสามารถบอกได้ว่าตกอยู่ในความผิดพลาดประเภทไหน ถ้าไม่ฝึกกันจริงๆ ก็คงยาก แต่ถ้าไม่คิดที่จะเรียนรู้ตั้งแต่ต้นแล้ว ก็ปิดประตูไปได้เลย คงช่วยอะไรไม่ได้แล้ว คงคุยอะไรไม่รู้เรื่องแล้ว เหมือนพูดคนละภาษา ก็คงจะต้องปล่อยให้อยู่ในสภาพนั้นต่อไป
แต่น่าเห็นใจน่ะครับ เพราะหนังสือ หรือ ตำราในเรื่องนี้อยู่ในภาษาอังกฤษ ส่วนภาษาไทยเท่าที่ตรวจดูก็น้อยมาก ไม่รู้ภาษาอาหรับมีหรือเปล่า ยังไงคุณ Al-Zaleek ลองหาอ่านดูน่ะครับ ยังไม่สายที่จะเริ่มเรียนรู้ ยังไม่สายที่จะเริ่มรักษาความไม่รู้ .... ในเรื่องนี้น่ะครับ.... เรื่องอื่นคุณอาจจะฉลาด
As-Zaleek:
--- อ้างจาก: Taqwacore ที่ ก.ค. 28, 2011, 02:11 PM ---ถ้าไม่ฝึกกันจริงๆ ก็คงยาก
--- End quote ---
ฝึกฝันกันจนไม่รู้เรื่องของหลักศาสนาและยกเหตุผลที่ไม่ขัดกับหลักศาสนากันเลยหรอไงครับ...แบบนี้คนละทางกันแล้ว...
Taqwacore:
ขอให้ความรู้ต่อน่ะครับ เพราะมีคนอื่นๆตามอ่านอยู่ ด้วยความกระตือรือร้นที่อยากได้รับความรู้ในแขนงนี้
Fallacy of Division (what’s true of the whole is true of the parts)
ทึกทักว่าสิ่งใดที่ในภาพรวมเป็นจริงอย่างไร แม้แต่ในส่วนแต่ละส่วนของสิ่งนั้นก็จะต้องเป็นอย่างนั้นด้วย เช่นพูดว่า “ มนุษย์เป็นสิ่งที่มีชีวิต มนุษย์เรามีส่วนประกอบคือ เซลล์ เพราะฉะนั้นเซลล์จึงเป็นสิ่งที่มีชีวิตเช่นเดียวกัน ” หรือพูดว่า “ นาย ก. เป็นผู้ทีความรู้เป็นอย่างมากในวิชาฮะดีษใน เพราะฉะนั้น นาย ก. คนนี้จึงมีความรอบคอบในทุกๆละเอียดของฮะดีษทุกต้นที่เขาตรวจสอบ” ซึ่งไม่จำเป็นเลยว่าจะต้องเป็นเช่นนั้น เพราะถ้าเป็นเช่นนี้ เชคอัลบานีย์ คงไม่มีข้อผิดพลาดเลย หรือที่ท่านนบีพูดว่า “ ยุคที่ดีที่สุดคือยุคของฉัน หลังจากนั้นคือยุคถัดไป หลังจากนั้นคือยุคถัดไป” ซึ่งยุคทั้งสามนี้เราเรียกว่า ยุค สะลัฟ และการรับรองของท่านนบีนี้เป็นที่รู้กันว่าท่านนบีพูดในภาพรวม เพราะว่าบุคคลที่อยู่ในยุคสะลัฟแต่เป็นพวกที่ทำบิดอะฮฺ หรือ มีความเชื่อที่ผิดเพี้ยน เช่น พวกคอวาริจ พวกมุอฺตะซีละฮฺ และ กลุ่มผิดเพี้ยนอื่นๆ ย่อมไม่มีไปกว่า บุคคลที่อยู่ในยุคหลังยุคสะลัฟที่ยึดมั่นในแนวทางที่ถูกต้อง ยกตัวอย่างเช่น มีจำนวนบุคคลอยู่ในยุคสะลัฟ 100 คน ในจำนวนนั้นมี นาย ก. ข. และ ค. ที่มีหลักความเชื่อที่ผิดเพี้ยน และ ทำบิดอะฮฺ อุตรกรรมในศาสนา แน่นอนที่สุด คนที่อยู่ในยุคหลังสะลัฟที่ยึดหลักความเชื่อที่ถูกต้อง ไม่ทำบิดอะฮฺ โดยยึดในแนวทางของส่วนใหญ่ของชาวสะลัฟ ย่อมดีและประเสริฐกว่า นาย ก. ข. และ ค. ที่อยู่ในยุคสะลัฟอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่า คำกล่าวอ้างของบางคนในหมู่มุสลิมเราที่จะไม่เข้าใจอัล-กุรอานและฮะดีษตามความเข้าใจของยุคสะลัฟ โดยอ้างออกมาในทำนองว่า ‘ คุณอย่าลืมน่ะว่า พวก คอวาริจ หรือ มุอฺตะซีละฮฺ พวกเขาก็อยู่ในยุคสะลัฟเหมือนกัน ตกลงคุณจะให้ผมต้องเข้าใจอัล-กุรอาน และฮะดีษตามความเข้าใจของพวกเขาอย่างนั้นหรือ เพราะฉะนั้น เราไม่จำเป็นต้องเข้าใจอัล-กุรอานและฮะดีษตามความเข้าใจของคนในยุคสะลัฟก็ได้ เพราะไม่ได้ถูกต้องเสมอไป เหมือนพวก คอวาริจ และ พวกมุอฺตะซีละฮฺที่ได้บอกไป’
เราจะเห็นได้ว่า การที่กลุ่มคนที่อ้างเช้นนี้ ไม่ได้เรียนรู้ตรรก หรือ กระบวนการใช้เหตุผลที่ถูกต้องนั้นมีผลถึงเช่นไร คนที่อ้างเช่นนี้ทำผิดหลักในการใช้เหตุผลในข้อนี้อย่างเห็นได้ชัด และเท่ากับพวกเขากำลังจะบอกอ้อมๆว่า ‘ท่านนบีรับรองไม่จริง เพราะถ้าจริงแล้ว ยุคสะลัฟจะต้องไม่มีกลุ่มคนที่ผิดเพี้ยน หรือทำบิดอะฮฺ’ ซึ่งอันตรายถ้าเป็นเช่นนี้ ความจริงแล้วท่านนบีพูดจริง แต่พวกเขาต่างหากที่ไม่รู้หลักการใช้เหตุผลที่ถูกต้องแอง เพราะท่านนนี้ไม่ได้รับรองในรายละเอียด แต่ท่านนบีพูดในภาพรวม ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริง เพราะภาพรวมของคนในยุคสะลัฟคือ ยึดมั่นอยู่ในแนวทางที่ถูกต้อง ไม่ทำบิดอะฮฺ เมื่อเป็นเช่นนี้ ถ้ามุสลิมบางคนยังจะอ้างอยู่อย่างที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้ว ถามว่าฮะดีษของท่านนบีจะมีความหมายอะไร ที่ท่านนบีรับรองว่า ยุคสะลัฟคือยุคที่ดีที่สุด และดีที่สุดในที่นี้คือ ในความรู้ ความเข้าใจในศาสนา เพราะฉะนั้นคนพวกนี้ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากที่จะต้องกลับมาเข้าใจอัล-กุรอานและฮะดีษตามความเข้าใจของยุคสะลัฟ และปรับความเข้าใจของตนเองเสียใหม่เกี่ยวกับฮะดีษที่ท่านนบีให้การรับรองยุคสะลัฟเอาไว้
นอกจากนี้แล้วความผิดพลาดในการใช้เหตุผลข้อนี้ยังสามารถใช้ได้กับในกรณีของชีอะฮฺได้ด้วย พี่น้องชีอะฮฺกล่าวอ้างทำนองว่า ‘ ท่านนบีได้กล่าวเอาไว้ชัดเจนว่า “ผู้นำหรือคอลีฟะฮฺนั้นจะต้องมาจากเผ่ากุเรช” ทั้งนี้เพราะเผ่ากุเรชนั้นประเสริฐกว่าอาหรับเผ่าอื่นๆ แต่ตระกูลที่ดีที่สุดจากเผ่ากุเรชก็คือ ตระกูลบะนีฮาชิม และท่านอาลีอยู่ในตระกูลนี้ เพราะฉะนั้น ท่านอาลีจึงมีสิทธิที่จะเป็นคอลีฟะฮฺมากกว่าท่านอบูบักร ถึงแม้ว่าท่านอบูบักรจะอยู่ในเผ่ากุเรชก็ตาม ’ นี่คือข้ออ้างของพี่น้องชีอะฮฺ ซึ่งดูแบบผิวเผินแล้วฟังดูดีมีเหตุผล แต่เปล่าเลยถ้าเราได้เรียนรู้หลักการใช้เหตุผลที่ถูกต้องเราจะไม่เห็นเป็นเช่นนั้น ทั้งนี้ก็เพราะ ท่านนบีไม่ได้กล่าวว่า ‘ ผู้นำหรือคอลีฟะฮฺจะต้องมาจากตระกูลบะนีฮาชิม’ แต่นี่คือการสรุปเอาเองของชีอะฮฺ ท่านนบีเพียงแต่พูดเกี่ยวกับ เผ่ากุเรชเท่านั้น เพราะฉะนั้นท่านนบีจึงรับรองเผ่ากุเรชโดยภาพรวมถึงความประเสริฐ แต่ไม่ได้หมายความว่า ทุกๆคนของเผ่ากุเรชจะประเสริฐกว่าและดีกว่าคนเผ่าอื่นๆ เปล่าเลย ตามที่ได้ชี้แจงไปแล้วในตัวอย่างของยุคสะลัฟ เช่นกัน ถึงแม้ว่า ตระกูลบะนีฮาชิม จะประเสริฐและดีที่สุดในเผ่ากุเรช แต่นั้นก็เป็นการรับรองในภาพรวม ไม่ได้หมายความว่า ทุกๆคนในตระกูลบะนีฮาชิมจะดีกว่าและประเสริฐกว่า คนในตระกูลอื่นของเผ่ากุเรช เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นเช่นนี้ ถ้ามีหลักฐานพิสูจน์ว่า มีบางคนในตระกูลอื่นของเผ่ากุเรชที่ไม่ได้มาจากตระกูลของบะนีฮาชิม แต่มีความประเสริฐกว่าและดีกว่าคนในตระกูลบะนีฮาชิม แน่นอนที่สุดคนๆนั้นย่อมมีสิทธิในการเป็นคอลีฟะฮฺอย่างแน่นอน และคนๆนั้นก็คือ ท่านอบูบักร ทั้งนี้ก็เพราะตัวท่านอาลีเองเป็นผู้ยืนยันว่าท่านอบูบักรประเสริฐรองจากท่านนบี
นำร่อง
[0] ดัชนีข้อความ
[#] หน้าถัดไป
[*] หน้าที่แล้ว
Go to full version