อาณาจักรอิสลาม ภายใต้เคาะลีฟะฮฺ อุมัร อัลฟารูก By: Al Fatoni Date: ต.ค. 10, 2007, 03:18 PM
salam
ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกันว่า เหตุใดอุมัรฺ จึงได้รับฉายาว่า "อัล-ฟารูก"
อุมัรได้ฉายาว่า "อัล ฟารูก" การเข้ารับอิสลามของอุมัรฺได้ทำให้อิสลามมีความเข้มแข็งขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้ มุสลิมมีชีวิตอยู่ด้วยความหมาดกลัวบรรดาผู้ต่อต้านอิสลามมาตลอด และส่วนใหญ่จะปิดบังความศรัทธาของตัวเองไว้ แต่ตอนนี้ มสลิมสามารถที่จะทำนมาซได้อย่างเปิดเผยแล้ว เมื่ออุมัรฺเข้ารับอิสลาม เขาได้ประกาศความศรัทธาของเขาอย่างเปิดเผยต่อพวกหัวหน้าชาวกุเรช ถึงแม้คนพวกนี้จะไม่พอใจอุมัรฺ แต่พวกเขาก็ไม่สามารถทำอะไรอุมัรฺได้ หลังจากนั้น อุมัรฺก็ขอให้ท่านนบี sallallah นมาซในกะอฺบะฮฺ เมื่อได้รับการยินยอมจากท่านนบี ศ.ล. อุมัรฺก็ได้นำมุสลิมไปยังสถานที่แห่งนั้น (ที่กะอฺบะฮฺ) ฮัมซะฮฺซึ่งรับอิสลามก่อนหน้าอุมัรฺไม่กี่วันก็นำมุสลิมอีกกลุ่มหนึ่งมายังกะอฺบะฮฺด้วย เมื่อมุสลิมทั้งหมดมารวมกันที่นั่นแล้ว พวกเขาก็ได้นมาซร่วมกัน นี่เป็นครั้งแรกที่ท่านนบีมุหัมมัด sallallah ได้นำการนมาซร่วมกันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของอิสลาม เพราะการกระทำที่กล้าหาญของอุมัรฺนี่เอง ที่ท่านนบีมุฮัมมัด sallallah ได้ให้ฉายาท่านว่า
"อัล-ฟารูก" ซึ่งมีความหมายว่า
"ผู้แบ่งแยกระหว่างความถูกต้องกับความผิด" (หรือ "ผู้แยกความจริงออกจากความเท็จ" นั่นเอง) ความประเสริฐของอุมัรฺ และการรับใช้อิสลามของท่าน อุมัรฺมีความรักอันยิ่งใหญ่ในอัลเลาะฮฺและนบีย์ของพระองค์ อุมัรฺเข้าร่วมสงครามครั้งใหญ่เกือบทุกครั้ง เช่น สงครามบะดัรฺ, สงครามอุหุด, สงครามอะห์ซาบ, สงครามค็อยบัรฺ, สงครามหุนัยน์ เป็นต้น ในการเดินทางทัพไปยังตะบู๊ก เขาได้เสียสละทรัพย์สินของเขาครึ่งหนึ่งไป เพื่อการต่อสู้ในหนทางของอัลเลาะฮฺ ซ.บ. เขาเป็นรองไปจากอบูบักรฺในเรื่องการเสียสละทรัพย์สินของตนในหนทางของพระองค์อัลเลาะฮฺ ซ.บ.
ท่านนบีมุหัมมัด sallallah รักอุมัรฺเป็นอย่างมากจนถึงกับครั้งหนึ่งท่านได้กล่าวว่า
"หากเป็นไปได้ที่จะมีนบีย์คนหนึ่งมาหลังจากฉันแล้ว เขาผู้นั้นก็น่าจะเป็นอุมัรฺ" นอกจากนั้นแล้ว ยังมีรายงานว่า ครั้งหนึ่งท่านนบีย์ได้กล่าวว่า
"ในหมู่ชาวบนีอิสรออีลนั้น มีหลายคนที่มิได้เป็นนบีย์ แต่ว่าได้พูดกับอัลเลาะฮฺ ถ้าหากว่าในหมู่คนของฉันจะมีคนเช่นนั้นบ้าง คนผู้นั้นก็น่าจะเป็นอุมัรฺ" เมื่อตอนที่นบีย์มุหัมมัดเสียชีวิตนั้น อุมัรฺได้รับความสะเทือนใจเป็นอย่างมาก เขาไม่เชื่อจนกระทั่งอบูบักรฺได้นำเอา (อายะฮฺ) กุรฺอานตอนหนึ่งมาเตือนเขาถึงเรื่องนี้ หลังจากนั้น เขากับอบูบักรฺได้ไปยังสภาที่ปรึกษา ซึ่งประชาชนแห่งนครมาดีนะฮฺใช้เป็นที่ประชุมกัน (เพื่อ) เลือกตั้ง (แต่ง) เคาะลีฟะฮฺคนแรก อุมัรฺเป็นคนแรกที่ให้สัตย์ปฏิญาณ (บัยอะฮฺ) ว่าจะจงรักภักดีต่ออบูบักรฺ และหลังจากนั้น (เขา) ก็ได้ช่วยอบูบักรฺมาตลอดระยะเวลาแห่งการเป็นเคาะลีฟะฮฺของท่าน
ฉบับนี้เอาแค่นี้ก่อนนะครับ 2hand 2handเดียวฉบับหน้า เรามาดูกันว่า เคาะลีฟะฮฺคนที่สองแห่งอิสลามคนนี้นั้น ได้มีคุณูปะการอะไรบ้างต่ออิสลาม

:inshallah ขอให้ติดตามไปเรื่อยๆ นะครับ มีอะไรติจากการนำเสนอ bad: ติมาได้เลยนะครับ

(มือใหม่ อ่อนหัด)
วัสสลามุ อลัยกุม
Re: อาณาจักรอิสลาม ภายใต้เคาะลีฟะฮฺ อุมัร อัลฟารูก By: Al Fatoni Date: ต.ค. 11, 2007, 02:44 PM
salam
มาแล้วคร้าบ ตอนที่ 2 การขึ้นเป็นเคาะลีฟะฮฺคนที่ 2 แห่งอาณาจักรอิสลาม ในระหว่างที่ (อบูบักรฺ) ล้มป่วย อบูบักรฺ เคาะลีฟะฮฺคนแรก (ภายหลังวะฟาตฺ (เสียชีวิต) ของท่านเราะซูลลุลเลาะฮฺ ศ.ล.) ได้ปรึกษา (กับ) ที่ประชุมเกี่ยวกับเคาะลีฟะฮฺคนต่อไป ท่านเห็น (สมควร) ว่าอุมัรฺเป็นผูที่เหมาะสม (สำหรับตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺ)
(ภายหลังจากนั้นไม่นาน) เมื่อเคาะลีฟะฮฺอบูบักรฺ ได้เสียชีวิตลงในวันที่ 22 เดือนญุมาดา อัซซานีย์ (เดือนที่ 5 ตามปฏิทินอิสลาม ในระบบจันทรคติ) ฮ.ศ. ที่ 13 (ซึ่งตรงกับปฏิทินสากล คือ) 23 สิงหาคม ค.ศ. 634
อุมัรฺก็ได้ปฏิบัติตามแนวทางและนโยบายของท่านนบีมุหัมมัด ศ.ล.อย่างกล้าหาญ ด้วยการปฏิบัติตามแบบอย่างของท่านนบีมุหัมมัด ศ.ล.อย่างเคร่งครัดนี้เองที่ช่วยให้เขาเอาชนะอาณาจักรยิ่งใหญ่แห่งเปอร์เซียและไบแซนตินลงได้ (นับเป็นชนะอันยิ่งใหญ่ของอิสลาม ไม่ใช่เรื่องผิดแต่ประการใด หากจะกล่าวว่า) ยุคสมัยของเคาะลีฟะฮฺอุมัรฺ จึงถือเป็นยุคทองของอิสลาม
ต่อไปนี้จะเป็นเรื่องราวเหตุการณ์สำคัญๆ ที่เกิดขึ้นในขณะที่อุมัรฺเป็นเคาะลีฟะฮฺปกครองอาณาจักรอิสลาม................
เป็นไงบ้างครับเริ่มตื่นเต้นขึ้นมาทุกที หลายคนคงอยากจะทราบแล้วใช่ไม๊ครับว่า เหตุใดยุคของอุมัรฺนั้น บรรดานักประวัติศาสตร์ทั้งหลายนั้น ต่างลงมติเป็นเอกฉันท์ว่า ถือเป็นยุคทองของอิสลาม เพราะเป็นยุคที่อิสลามได้ขจรขจายได้ยังนอกเขตของแหลมอารเบีย และในยุคนี้เอง มหาอำนาจยิ่งใหญ่ของโลกยุคนั้นคือ
อาณาจักรเปอร์เซีย (มะญูซีย์ หรือพวกบูชาไฟ ปัจจุบันคือ บริเวณประเทศอิหร่าน) และ
อาณาจักรไบแซนติน (ทายาทแห่งโรม ภายใต้การปกครองแบบระบอบคริสต์เตียน มีศูนย์การปกครองที่ "กรุงคอนสแตนติโนเปิล" หรือ เมือง "อิสตัมบูล", ตุรกีในปัจจุบัน) ทั้งอาณาจักรนับเป็นอาณาจักรที่มีความเข้มแข็งอย่างยิ่ง ยากที่ใครหน้าไหนจะโค่นล้มได้ แต่ด้วยพระประสงค์ของอัลเลาะฮฺ สิ่งสูงสุดก็ย่อมราบเป็นหน้ากลองได้ในพริบตา อาณาจักรที่เคยผงาดบนโลกใบนี้ ในฐานะศัตรูและผู้ปฏิเสธศาสดาของพระองค์ ท้ายสุดก็ต้องสยบอยู่ภายใต้ร่มเงาแห่งธงแห่งอิสลาม และได้กลายเป็นเมืองหลวงปกครองอาณาจักรอิสลาม จนมีความเจริญรุ่งเรืองในเวลาต่อมาหลังจากการถูกพิชิต
เรื่องราวการถูกพิชิตของอาณาจักรยิ่งใหญ่ทั้งสองจะเป็นเช่นไรนั้น ฉบับหน้า ตอนที่ 3 โปรดติดตามต่อไปเรื่อยๆ นะครับ สิ่งใดผิดพลาดในการนำเสนอติมาได้นะครับ ยินดีที่จะปรับปรุง เพื่อพี่น้องทั้งหลาย
แหล่งข้อมูลอ้างอิงหลัก : ดร.มาญีด อะลี (เขียน), บรรจง บินกาซัน (แปล). มิถุนายน 2547 / รอบิอุซซานี 1425.
เคาะลีฟะฮฺ อุมัรฺ อัลฟารูค. ศูนย์หนังสืออิสลามกุรงเทพฯ : กรุงเทพฯ.
วัสสลามุ อลัยกุม
Re: อาณาจักรอิสลาม ภายใต้เคาะลีฟะฮฺ อุมัร อัลฟารูก By: Al Fatoni Date: ต.ค. 16, 2007, 12:50 PM
salam
ตอนที่ 3
การล้มสลายของอาณาจักรเปอร์เซีย ในช่วงสมัยของเคาะลีฟะฮฺอบูบักรฺนั้น คอลิด บินวะลีด ได้ยึดส่วนหนึ่งของอาณาจักรเปอร์เซียที่เรียกกันว่า อาณาจักรแห่งฮิรอไว้ได้แล้ว หลังจากนั้น เขาก็ได้รับคำสั่งจาก อบูบักรฺให้มาร่วมสมทบกับกองทัพที่เดินทางไปยังซีเรีย
ก่อนที่จะเดินทัพออกมา คอลิดได้แต่งตั้ง มุซันนา บิน ฮาริษ ให้เป็นผู้บังคับบัญชากองทัพอิสลาม พวกเปอร์เซียโกรธแค้นเป็นอย่างมากต่อการสูญเสียอาณาจักรฮิรอ ดังนั้น จักรพรรดิ์เปอร์เซียจึงได้ส่งกองทัพใหญ่ภายใต้การบังคับบัญชาของแม่ทัพผู้มีชื่อว่า
รัสตัม ซึ่งเป็นแม่ทัพผู้มีชื่อเสียงของกองทัพเปอร์เซียไปยังอาณาจักรฮิรอ เมื่อรู้ข่าวการยกทัพใหญ่ของฝ่ายเปอร์เซีย มุซันนาก็ได้ขอให้เคาะลีฟะฮฺอุมัรฺส่งกำลังทหารมาเสริม ในเวลานั้น มีการชุมนุมใหญ่ของมุสลิมในนครมะดีนะฮฺ เพื่อให้สัตย์ปฏิญาณยอมรับอุมัรฺเป็นผู้นำ อุมัรฺ ได้นำเรื่องนี้มาชี้แจงต่อหน้ามุสลิมทั้งหมด แต่กลับไม่ได้รับการตอบสนองใดๆ ในตอนเริ่มต้น ดังนั้น อุมัรฺจึงได้กล่าวสุนทรพจณ์ตอกย้ำถึงความสำคัญของการญิฮาด หลังจากกล่าวจบก็ปรากฏมีมุสลิมจำนวนมากอาสาที่จะไปช่วยมุซันนาต่อต้านพวกเปอร์เซีย อบูอุบัยด์ อัสษะกอฟี ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการกองทัพอิสลาม ซึ่งประกอบด้วยคนจำนวน 5,000 คน ในเวลานั้น พวกเปอร์เซียได้เข้าโจมตีสถานที่ที่มุสลิมยึดครองมาได้ และฝ่ายมุสลิมต้องสูญเสียดินแดนบางส่วนไปบ้างแล้ว โดยที่รัสตัมเพียงแต่ส่งนายทหารใต้บังคับบัญชาไปเผชิญกับมุสลิมเท่านั้น
สงครามนะมาริก เมื่ออบูอุบัยด์ได้มาถึงที่นั่น สงครามได้เกิดขึ้นแล้วที่นะมาริก และมุสลิมเป็นฝ่าย.................
(ต่อฉบับหน้านะคร้าบ) .................................
ตอนที่ 3 ยังไม่หมดนะครับ เพราะหลังจากนี้ ยังเกิดสงครามอีกหลายสมรภูมิที่มุสลิมีน ได้ทำกับพวกเปอร์เซีย เช่น สงครามนะมาริก, สงครามสะพาน, สงครามบุวัยบ์ และอีกหลายสงครามที่เกิดขึ้นระหว่างทั้งสอง จนกระทั่งเหตุการณ์ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ต่ออาณาจักรเปอร์เซียจากการนับถือบูชาไฟ เปลี่ยนมาเป็นการนับถืออัลเลาะฮฺ องค์เดียว ความเป็นมาเป็นเช่นไร บรรพบุรุษแห่งอิสลามประสบกับอุปสรรคอะไรบ้าง เพียงเพื่อต้องการเผยแพร่พระคำของพระผู้เป็นเจ้าไปยังทุกส่วนของโลก อะไรทำให้พวกเขาแข็งแกร่ง และอะไรทำให้พวกเขาอ่อนแอ โปรดติดตามต่อไปเรื่อยๆ นะครับ อินชาอัลเลาะฮฺ
วัสสลามุ อลัยกุม