Re: ลัทธิศูฟีย์ ฤาษีเเห่งอาหรับ.. By: colidlayla Date: ต.ค. 10, 2008, 04:24 PM
salam
และจำเป็นบนมูกัลลัฟจะต้องยึดมั่นว่า กะรอมัต นั้นปรากฏมีที่บรรดาวะลี ๆ ทั้งในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่หรือตายแล้วได้ ดังที่ปรากฏในอัล-กุรอานถึงเรื่องเกี่ยวกับพระนางมัรยัม ตลอดจนนะซะการียา เป็นต้น
กะรอมัตนั้น คือ สิ่งที่เกิดขึ้นจากคนที่ซอและห์ โดยไม่เป็นไปตามธรรมชาติคนซอและห์นั้น คือ ผู้ที่ดำรงตนให้เป็นไปตามหน้าที่ ๆ อัเลาะห์ (ซ.บ.) ทรงกำหนด
ถ้าคิดว่าพอได้ฟังแล้ว เรื่องที่เกินสติปัญญาเราคิดไม่ถึงแล้วอย่ารีบด่วนสรุป เพราะถุกสิ่งทุกอย่างนั้นมาจากอัลลอฮ
ถ้าเกิดแก่คนดี เรียก การอมัต
ถ้าเกิดกับคนชั่วเรียกว่า ซาเฮร ไม่แปลกที่ไครบางคนเห็นพระ ลอยบนฟ้าได้ จะมเป็นญินแปลงกาย หรือไรก็แล้วแต่ ตามหลักแล้วมาจากอัลลอฮทั้งสิ้น
ไตรไม่เชื่อก็เข้ากาลิมะห์ไหม่เลย
Re: ลัทธิศูฟีย์ ฤาษีเเห่งอาหรับ.. By: ۞QolbunSaleem۞ Date: ต.ค. 10, 2008, 05:08 PM
อ.อัลฯ เห็นว่าไงบ้างครับ แต่ผมไม่เห็นด้วยเลย มันเหมือนนิทานปะรำปะรามากเลย มีคนประเภทนี้ด้วยหรือครับ อะห์ลุสซุนนะห์ฯมีคำสอนแบบนี้ด้วยหรือครับ เรื่องบุคคลที่มีอะไรพิเศษๆกว่ามนุษย์ธรรมดาเนี่ยะนอกจากบรรดารอซูลที่อัลลอฮให้มาและมีระบุในอัล-กุรอานและหะดีษ
แสดงว่าคุณไม่เชื่อ เรื่องกะรอมัต ใช่ไหมครับ?
มีศอฮาบะห์คนไหนได้รับกะรอมัตไหมครับ ผมไม่ทราบจริงๆครับ เพราะผมเชื่อว่าคนที่ประเสริฐสุดๆนอกจากท่านรอซูลฯ รองลงมาก็คือท่านศอฮาบะห์ คนสำคัญๆ เช่น ท่านอบูบักร ท่านอุมัร ท่านทั้งสองได้รับกะรอมัตไหมครับ นี่ผมไม่ทราบจริงๆครับ เพราะถึงแม้คนปัจจุบันจะทำความดีขนาดไหน ก็ไม่เท่ากับบรรดาศอฮาบะห์แน่ๆ ผมเชื่ออย่างนั้นครับ เพราะมีหะดีษว่านบีรับรองสวรรค์แก่ศอฮาบะห์บางท่าน
แต่ที่ผมไม่เชื่อเรื่องราวที่พี่น้องได้ยกมานั้นก็เพราะอย่างนี้แหล่ะ ได้เคยฟังประวัติของศอฮาบัตคนสำคัญๆบางท่านมาบ้าง แต่ไม่เคยได้ยินเรื่องราวอภินิหารที่เกิดขึ้นกับศอฮาบะห์เหล่านั้นเลย ใครหล่ะครับจะประเสริฐกว่าบรรดาศอฮาบะห์หลังจากท่านนบีสิ้นชีวิตแล้ว แต่ทำไมท่านเหล่านั้นถึงไม่มีกะรอมัต หรืออภินิหารที่อัลลอฮได้มอบ หรือท่านเชคดาวูดที่ท่านได้ยกมานั้น ประกอบอามัลอิบาดัต ญิฮาจน์ มากกว่าท่านอบูบักร มากกว่าท่านอุมัร ถึงได้รับกะรอมัตจากอัลลอฮ แต่ท่านอบูบักร ท่านอุมัร คงจะไม่ประเสริฐเท่าท่านเชคดาวูดแห่งปัตตานี ถึงไม่ได้กะรอมัตจากอัลลอฮกระมัง ไม่กินกับปัญญาของกระผมครับผม
Re: ลัทธิศูฟีย์ ฤาษีเเห่งอาหรับ.. By: Al Fatoni Date: ต.ค. 10, 2008, 05:51 PM
ใส่การอ้างถึงคำพูด
ดีแฮะ ประหยัดดี เครื่องบินไม่ต้องนั่ง ไฟก็ไม่ต้องใช้ เออคุณ Fatoni มันไม่ใช่บะรอกะ เชคดาวูด บิน อับดุลลอฮฺ อัลฟฏอนีย์ มันเป็นความเมตตาของอัลเลาะต่างหากละ ที่มีแก่สิ่งถูกสร้างทั้งหลาย ไม่ใช่เฉพาะคน 3 จว ว่างๆไปอ่านคุตบะตอนนที่ท่านอบูบักรอ่านในวันที่ท่านบีเสีบชีวิตดู .
เพียงประโยคแค่นี้ ผมก็มองออกแล้วว่า แนวคิดที่คุณยึดนั้น มิได้สอนให้ผู้คนตรอง แต่สอนให้ตอัศศุบ แม้ไม่ได้สอนโดยตรง แต่ผลที่ออกมาจากคำสอนนั้น หลายคนก็ประจักษ์ดีอยู่แล้ว ตรองดูดีๆ สิครับ วางใจเป็นกลาง และถามตัวเองว่า ความเป็นไปไม่ได้ ที่ว่า คุณหมายถึง เป็นไปไม่ได้ในทางไหน เพราะหากคุณอิอฺติก็อดว่าเป็นไปไม่ได้ในทางสติปัญญา (อกัล) แน่นอน อกีดะฮ์คุณอาจจะเกิดอันตรายได้ เพราะหากอัลลอฮฺทรงต้องการให้สิ่งมหัศจรรย์เกิดแก่บ่าวของพระองค์ แม้เขาจะไม่ใช่นบีย์ หรือร็สูลก็ตาม มันก็ย่อมเป็นเรื่องง่ายสำหรับพระองค์ เพราะพระองค์ทรงอยู่เหนือกฎเกณฑ์ทั้งปวง แม้จะมันจะขัดกับอัลกุรฺอาน ซึ่งเป็นดำรัสของพระองค์ก็ตาม แต่หากกล่าวว่า "เป็นไปไม่ได้" ในทางเหตุและผล หรือธรรมชาติ คุณกล่าวถูก เพราะกะรอมะฮ์เป็นสิ่งผิดธรรมชาติ หรือปกติวิสัย และมันเป็นสิ่งที่ "เป็นไปไม่ได้" ด้วยในทางอาริฎี กล่าวคือ มุสตฮิล-อาริฎี หมายถึง สิ่งที่ขัดกับหลักฐานที่มาใหม่ ซึ่งหมายถึง อัลกุรฺอาน หมายถึง เพิ่งมาใหม่ในแง่ที่มนุย์เพิ่งรับทราบมัน ว่าเป็นอย่างไร แต่อัลลอฮฺย่อมรู้ดีถึงสิ่งนั้นแต่ดั้งเดิมแล้ว ตรองดูให้ดีๆ นะครับ ว่าเป็นไม่ได้ในทางไหน และในอัลกุรฺอานเอง ก็มีระบุเกี่ยวกับสิ่งที่เหนือธรรมชาติที่พระองค์ทรงมอบแก่บุคคลที่มิใช่นบี หรือร็สูล อย่างในกรณีของพระนางมัรยัมไงครับ นางมิใช่ทั้งนบี และร็สูล นางจะเป็นทั้งสองได้อย่างไรหละ เพราะนางเป็นสตรีเพศ กะรอมะฮ์ หมายถึง เกียรติที่อัลลอฮฺทรงมอบให้แก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ นั่นก็คือ บรรดาผู้ใกล้ชิดของพระองค์ "วลียุ้ลลอฮฺ", พระนางมัรยัมเกียรติอย่างมิอาจจะคำนวนได้ ด้วยการได้รับประทานอาหารจากสวนสวรรค์ ในวันหนึ่งที่ท่านนบีซการียา ลืมนำสำรับอาหารมาให้แก่นาง ดั่งเช่นทุกๆ วัน และเด็กทารกที่สามารถพูดได้ ที่เป็นพยานแก่นบียุสูฟ เด็กคนนั้นเป็นนบี หรือร็สูลหรือ? เพราะฉะนั้น ย่อมเป็นสิ่งพิสูจน์ว่า สิ่งที่เหนือธรรมชาตินั้น พระองค์ทรงมอบแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ หากแต่สิ่งนั้น เมื่อเกิดกับนบีย์ หรือร็สูลขอลพระองค์ ก็จะถูกเรียกว่า "มุอฺญิซาตฺ" หากเกิดกับมนุษย์ธรรมดาทั่วไป โดยเฉพาะวลียุ้ลลอฮฺ ก็เรียกว่า "กะรอมะฮ์" แต่หากเกิดกับผู้ที่เล่นวิชาสิหฺร์ หรือไสยศาสตร์ ก็เรียกว่า "สิหฺร์" (ไสยาศาสตร์) แต่กะรอมะฮ์กับสิหฺร์ย่อมแตกต่างกันอย่างแน่นอนครับ ดังนั้น แม้เรื่องกะรอมะฮ์ของเชคดาวูด จะมิได้ถูกกล่าวในอัลกุรฺอาน แต่ก็มิได้หมายความว่า มันเกิดขึ้นมิได้ เพราะมันเป็นเรื่องที่ง่ายดายมาก หากอัลลอฮฺจะทรงให้มันเกิดขึ้น พระองค์จะกระทำ หรือไม่กระทำ ก็อยู่พระประสงค์ของพระองค์ มิใช่ขึ้นอยู่ที่ว่า มันมีกล่าวในอัลกุรฺอานหรือไม่ หากแต่สิ่งที่ปรากฏต่อเรา พระองค์มักจะกระทำโดยสอดคล้องไปตามกฎที่พระองค์ทรงวางไว้ หรือสอดคล้องกับสิ่งที่ถูกยืนยันในอัลกุรฺอาน ทั้งนี้เพื่อให้มนุษย์เข้าใจระบบการทำงานของพระองค์ แต่ก็มีอีกหลายเรื่องที่พ้นจากความเข้าใจของมนุษย์ การสร้างฟ้าและแผ่นดินเป็นเวลาหกวันของอัลลอฮฺนั้น ประเด็นย่อมไม่ได้อยู่ที่ว่า หกวันที่ว่าจะนับอย่างไร เพราะพระองค์สามารถบันดาลให้เกิดในชั่วพริบเดียวก็ได้ แต่พระองค์ต้องการสอนมนุษย์ว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นและตอนของมัน ต้องค่อยเป็นค่อยไป - วัลลอฮุ อะอฺลัม
Re: ลัทธิศูฟีย์ ฤาษีเเห่งอาหรับ.. By: M. Rodee Date: ต.ค. 10, 2008, 08:19 PM
อ.อัลฯ เห็นว่าไงบ้างครับ แต่ผมไม่เห็นด้วยเลย มันเหมือนนิทานปะรำปะรามากเลย มีคนประเภทนี้ด้วยหรือครับ อะห์ลุสซุนนะห์ฯมีคำสอนแบบนี้ด้วยหรือครับ เรื่องบุคคลที่มีอะไรพิเศษๆกว่ามนุษย์ธรรมดาเนี่ยะนอกจากบรรดารอซูลที่อัลลอฮให้มาและมีระบุในอัล-กุรอานและหะดีษ
แสดงว่าคุณไม่เชื่อ เรื่องกะรอมัต ใช่ไหมครับ?
มีศอฮาบะห์คนไหนได้รับกะรอมัตไหมครับ ผมไม่ทราบจริงๆครับ เพราะผมเชื่อว่าคนที่ประเสริฐสุดๆนอกจากท่านรอซูลฯ รองลงมาก็คือท่านศอฮาบะห์ คนสำคัญๆ เช่น ท่านอบูบักร ท่านอุมัร ท่านทั้งสองได้รับกะรอมัตไหมครับ นี่ผมไม่ทราบจริงๆครับ เพราะถึงแม้คนปัจจุบันจะทำความดีขนาดไหน ก็ไม่เท่ากับบรรดาศอฮาบะห์แน่ๆ ผมเชื่ออย่างนั้นครับ เพราะมีหะดีษว่านบีรับรองสวรรค์แก่ศอฮาบะห์บางท่าน
แต่ที่ผมไม่เชื่อเรื่องราวที่พี่น้องได้ยกมานั้นก็เพราะอย่างนี้แหล่ะ ได้เคยฟังประวัติของศอฮาบัตคนสำคัญๆบางท่านมาบ้าง แต่ไม่เคยได้ยินเรื่องราวอภินิหารที่เกิดขึ้นกับศอฮาบะห์เหล่านั้นเลย ใครหล่ะครับจะประเสริฐกว่าบรรดาศอฮาบะห์หลังจากท่านนบีสิ้นชีวิตแล้ว แต่ทำไมท่านเหล่านั้นถึงไม่มีกะรอมัต หรืออภินิหารที่อัลลอฮได้มอบ หรือท่านเชคดาวูดที่ท่านได้ยกมานั้น ประกอบอามัลอิบาดัต ญิฮาจน์ มากกว่าท่านอบูบักร มากกว่าท่านอุมัร ถึงได้รับกะรอมัตจากอัลลอฮ แต่ท่านอบูบักร ท่านอุมัร คงจะไม่ประเสริฐเท่าท่านเชคดาวูดแห่งปัตตานี ถึงไม่ได้กะรอมัตจากอัลลอฮกระมัง ไม่กินกับปัญญาของกระผมครับผม
i do agree with Qolbun_saleem but i trust to other about karamat especially from Holy Quran and Tradition of our prophet
Re: ลัทธิศูฟีย์ ฤาษีเเห่งอาหรับ.. By: Al Fatoni Date: ต.ค. 10, 2008, 08:24 PM
มีศอฮาบะห์คนไหนได้รับกะรอมัตไหมครับ ผมไม่ทราบจริงๆครับ เพราะผมเชื่อว่าคนที่ประเสริฐสุดๆนอกจากท่านรอซูลฯ รองลงมาก็คือท่านศอฮาบะห์ คนสำคัญๆ เช่น ท่านอบูบักร ท่านอุมัร ท่านทั้งสองได้รับกะรอมัตไหมครับ นี่ผมไม่ทราบจริงๆครับ เพราะถึงแม้คนปัจจุบันจะทำความดีขนาดไหน ก็ไม่เท่ากับบรรดาศอฮาบะห์แน่ๆ ผมเชื่ออย่างนั้นครับ เพราะมีหะดีษว่านบีรับรองสวรรค์แก่ศอฮาบะห์บางท่าน
หลักฐานในเรื่องมีแน่นอนครับ และนั่นผมคิดว่าไม่ใช่ประเด็นใหญ่โต แต่ประเด็นคือ คุณจะอ่านมันไหม ตรอง และพร้อมที่จะยอมรับมันไหม แม้หลักฐานที่เรายกมาจะศ็ฮีหฺก็ตาม แต่เรากลับไม่แน่ใจว่าคุณยอมรับมันหรือเปล่า เพราะท้ายสุด คุณอ้างว่าจะเชื่ออะไรต้องมีหลักฐาน แต่เมื่อหลักฐานถูกแสดงต่อคุณ ก็น้อยคนนักจากพวกคุณจะยอมรับมัน ทั้งๆ ที่อุละมาอ์ส่วนใหญ่เขายอมรับ เรื่องนี้เคยมีการนำเสนอมาแล้วครับ แต่ผมไม่ทราบว่าอยู่กระทู้ไหน พี่น้องคนไหนเจอ ก็ลองลิ้งค์ให้คุณคนนี้ดูหน่อยนะครับ เพราะผมต้องไปเรียนพิเศษละ ไม่ว่างหา ยังเหลือสอบอีก 3 ตัว, เครียด, จน, ตบยุง ยุงเยอะ - วัสสลาม
Re: ลัทธิศูฟีย์ ฤาษีเเห่งอาหรับ.. By: ILHAM Date: ต.ค. 10, 2008, 08:48 PM
ผมลืมบอกไปครับ ตั้งแต่เห็นชื่อกระทู้แล้ว ว่ามันทะแม่งๆยังไงไม่รู้ แต่นึกไม่ออกว่ามันเป็นยังไง เพิ่งมาสังเกตเห็นตรงที่ "ลัทธิศูฟีย์
ฤาษีเเห่งอาหรับ.."
ที่จริง เขาผิดที่ใส่สระอา การใส่ตัว ฤ จำเป็นต่อง เขียนว่า
ฤๅ อ่านว่า รือ ก็คือสระอาที่ลากยาวลงมาหน่อย
ไม่ใช่ภาษาผมนะเนี่ย เห็นน้องท่องประจำเลยจำได้ว่ามันต้องยาว 5555-6666+1111 = 0
(พอดีว่าโดนเตือนมาแล้ว)
Re: ลัทธิศูฟีย์ ฤาษีเเห่งอาหรับ.. By: คะลัคคะลุย Date: ต.ค. 10, 2008, 09:38 PM
มีศอฮาบะห์คนไหนได้รับกะรอมัตไหมครับ ผมไม่ทราบจริงๆครับ เพราะผมเชื่อว่าคนที่ประเสริฐสุดๆนอกจากท่านรอซูลฯ รองลงมาก็คือท่านศอฮาบะห์ คนสำคัญๆ เช่น ท่านอบูบักร ท่านอุมัร ท่านทั้งสองได้รับกะรอมัตไหมครับ นี่ผมไม่ทราบจริงๆครับ เพราะถึงแม้คนปัจจุบันจะทำความดีขนาดไหน ก็ไม่เท่ากับบรรดาศอฮาบะห์แน่ๆ ผมเชื่ออย่างนั้นครับ เพราะมีหะดีษว่านบีรับรองสวรรค์แก่ศอฮาบะห์บางท่าน
بسم الله الرحمن الرحيم
الحمد لله رب العالمين و الصلاة والسلام على سيدنا محمد وعلي اله وصحبه أجمعين
คำถามนี้ คงจะเกี่ยวกับเรื่องวะลีย์ที่มีกะรอมัตมั้งครับ คือเขาอาจจะไม่เชื่อกะรอมัตของวะลีย์ ทั้งที่อัลกุรอานและหะดิษได้ยืนยันเกี่ยวกับเรื่องนี้ครับ
คำ ว่า "อัลวะลีย์" الولى เป็นคำเอกพจน์ ส่วนคำพหูพจน์จะอ่านว่า "เอาลิยาอ์" الأولياء ดังนั้น บรรดาวะลีย์ ได้กล่าวระบุในอัลกุรอาน ความว่า
أَلا إِنَّ أَوْلِيَاء اللّهِ لاَ خَوْفٌ عَلَيْهِمْ وَلاَ هُمْ يَحْزَنُونَ
"แท้จริงบรรดาวะลีย์ของอัลเลาะฮ์นั้น พวกเขาย่อมไม่ประสบความหวาดกลัวใด ๆ และพวกเขาไม่มีความโศรกเศร้า"
الَّذِينَ آمَنُواْ وَكَانُواْ يَتَّقُونَ
"ซึ่งพวกเขาเหล่านั้น เป็นพวกที่มีศรัทธาและพวกเขามีความยำเกรง"
لَهُمُ الْبُشْرَى فِي الْحَياةِ الدُّنْيَا وَفِي الآخِرَةِ
"พวกเขาได้รับแต่ความเปรมปรีดิ์ในชีวิตโลกนี้และในโลกหน้า" ยูนุส 62 - 63
อายะฮ์นี้ ชี้ถึง การมีวะลียุลลอฮ์ หมายถึงคนรักของอัลเลาะฮ์ผู้มีความศรัทธาและยำเกรงอย่างแท้จริง
อัลเลาะฮ์ทรงตรัสไว้ในอัลกุรอาน ความว่า
كلما دخل عليها زكريا المحراب وجد عندها رزقا قال يا مريم أنى لك هذا قالت هو من عند الله إن الله يرزق من يشاء بغير حساب
" ทุกครั้งที่(นบี)ซะกะรียา ได้เข้าไปหาพระนาง(มัรยัม)ที่ห้องนมัสการ เขาได้พบปัจจัยยังชีพอยู่ที่นาง (อย่างพร้อมเพรียง) เขาจึงถามว่า "มัรยัมเอ๋ย ! สิ่งนี้เธอมีมันได้อย่างไร?" นางก็ตอบว่า "มันมาจากอัลเลาะฮ์ แท้จริงอัลเลาะฮ์ทรงประทานปัจจัยยังชีพแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ โดยไม่สามารถนับคำนวนได้" อาละอิมรอน 37
เป็นที่ทราบดีว่า พระนางมัรยัม เป็นวะลียะตุลลอฮ์ ซึ่งอัลเลาะฮ์ได้ประทานกะรอมัตให้แก่นาง ซึ่งบรรดาผลไม้ที่ไม่ได้อยู่ในช่วงฤดูของมัน
อัลเลาะฮ์ทรงตรัสว่า
وَهُزِّي إِلَيْكِ بِجِذْعِ النَّخْلَةِ تُسَاقِطْ عَلَيْكِ رُطَباً جَنِيّاً
"และเธอจงเขย่าต้นอินทผาลัมมายังตัวเธอเถิด มันจะร่วงมาให้เธอซึ่งผลอินทผาลัมสด(เพื่อให้เธอได้รับประทาน)" มัรยัม 25
ต้น อินทผาลัมที่เหี่ยวแห้ง ไม่น่าจะมีอินทผาลัมสด แต่อัลเลาะฮ์บัญชาให้พระนางมัรยมเขย่าต้นอินผาลัม ทันใดนั้น อินทผาลัมสด จึงหลุ่นมาที่ตักของนางเพื่อจะได้รับประทาน นั่นชี้ถึง กะรอมัตของพระนางมัรยัม ผู้เป็นวะลีท่านหนึ่ง
รายงานจากท่านอะนัสได้รายงานว่า
أن أُسَيد بن حُضير وعبَّاد بن بشر خرجا من عند رسول الله صلى الله عليه وسلم في ليلة مظلمة، وإذا نور بين أيديهما حتى تفرقا، فتفرق النور معهما
" แท้จริง อุซัยด์ บิน หุฏัยร์ และอับบาด บิน บิชร์ (ร่อฏิยัลลอฮุมา) ได้เดินออกไปจากท่านร่อซูลุลเลาะฮ์ ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ในค่ำคืนที่มือมิด และทันใดนั้น ก็มีแสงรัศมีระหว่างสองมือของทั้งสอง จนกระทั่ง ทั้งสองได้แยกทางกัน แล้วแสงรัศมีก็แยกออกพร้องกับทั้งสอง" รายงานโดย อัลบุคอรีย์
หะดิษนี้ ชี้ถึงกะรอมัตของท่าน อุซัยด์ บิน หุฏัยร์ และท่านอับบาด บิน บิชริ์ ผู้เป็นวะลียุลลอฮ์
ท่าน อุซัยด์ บิน หุฏัยร์ กล่าวรายงานว่า
بينما كنت أقرأ من الليل سورة البقرة، وفرسي مربوط عندي، إذ جالت الفرس، فسكتُّ فسكنت، فقرأت فجالت الفرس، فسكتُّ فسكنت، ثم قرأتُّ فجالت. وكان ابنه يحيى قريبا منه فأشفق أن تصيبه، فأخذه من مكانه خشية أن تصيبه، قال: فرفعتُّ رأسي إلى السماء فإذا مثل الظُّـلَّة فيها أمثال المصابيح، فخرجَت حتى لا أراها. فلما أصبح حدَّثت النبي صلى الله عليه و سلم فقال له: وتدري ما ذاك ؟ قال: لا، قال: تلك الملائكة دنت لصوتك، ولو قرأتَ لأصبحت ينظر الناس إليها، لا تتوارى منهم
"ในขณะที่ฉันกำลังอ่านซูเราะฮ์ อัลบะกอเราะฮ์ ในยามค่ำคืน โดยที่ม้าของฉันถูกผูก ณ ที่ฉัน ทันใดนั้น มันก็เดินวนเวียนรอบ ดังนั้น ฉันจึงหยุดอ่าน ม้าก็หยุดนิ่ง แล้วฉันอ่านต่อ ม้าก็เดินเวียนต่อ แล้วฉันก็หยุดอ่าน ม้าก็หยุดนิ่ง หลังจากนั้น ฉันก็อ่านต่อ ม้าก็เดินเวียนต่อ (ผู้รายงานกล่าวว่า) บุตรชายของท่านอุซัยด์ ชื่อยะหฺยาซึ่งอยู่ใกล้กับเขา ท่านอุซัยด์เป็นห่วงว่าจะถูกม้า(เหยียบ) จึงนำเอาบุตรของเขาเข้ามานั่งเพื่อไม่ให้ถูกม้า(เหยียบ) ท่าน อุซัยด์กล่าวต่อว่า ดังนั้น ฉันถึงเงยศรีษะขึ้นไปยังท้องฟ้า ปรากฏว่า มีประหนึ่งดังหมู่เมฆ ซึ่งในมันนั้นมีเหมือนดั่งบรรดาตะเกียง ฉันจึงออกไปดูมันจนกระทั่ง(มันจากไปจน)ฉันมองไม่เห็น เมื่อถึงตอนเช้า ฉันจึงเล่าให้ท่านนบี ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ฟัง แล้วท่านนบีก็กล่าวว่า ท่านไม่รู้ดอกหรือว่า นั่นคืออะไร? เขาตอบว่า ไม่รู้ ท่านนบีกล่าวว่า ดังกล่าวนั้น คือบรรดามะลาอิกะฮ์ ที่เข้าใกล้มาเพื่อสดับฟังเสียง(อ่านอัลกุรอาน)ของท่าน และหากว่าท่านอ่านอัลกุรอานอีก บรรดามะลาอิกะฮ์จะอยู่ถึงเช้า โดยบรรดาผู้คนจะได้เห็น โดยไม่ซ่อนเร้นจากพวกเขาเลย" รายงานโดย อัลบุคอรีย์
จากหะดิษดังกล่าว ได้ยืนถึง กะรอมัตของท่าน อุซัยด์ บิน หุฏัยร์ (ร่อฏิยัลลอฮุอันฮุ) ผู้เป็นวะลียุลลอฮ์ท่านหนึ่ง
และยังมีหลักฐานอีกมากมาย เกี่ยวกับเรื่องนี้ที่ไม่สามารถนำมาเสนอได้ อันเนื่องจากเวลามีจำกัด
والله أعلى وأعلم
http://www.sunnahstudents.com/forum/index.php?topic=302.msg3490;topicseen#msg3490
Re: ลัทธิศูฟีย์ ฤาษีเเห่งอาหรับ.. By: ۞QolbunSaleem۞ Date: ต.ค. 10, 2008, 09:54 PM
salam
ขอแสดงความคิดเห็นอีกครั้งนึงครับผม...
มีประเด็นที่ผมยังสงสัยยังมืดมนยังไม่สว่าง ว่าจะทราบได้อย่างไรว่าใครได้รับกะรอมัตใครไม่ได้ เห็นๆกันว่าบางคนอ้างว่าคนนั้นได้รับกะรอมัตโตะครูนั้นได้รับกะรอมัต เราจะทราบได้อย่างไร ทั้งๆที่มันเป็นสิ่งพ้นญานวิสัยของมนุษย์ที่จะรู้ มันเป็นเรื่องของอัลลอฮ แต่เห็นบ่อยมากเลยที่หลายท่านชื่นชมโตะครูบางท่านว่าได้รับกะรอมัตอะไรต่างๆนั้น ตกลงแล้วจะทราบได้อย่างไรครับ...
-ถ้าเป็นแพทย์ กว่าจะมาเป็นแพทย์ ก็ต้องสอบใบประกอบโรคศิลป์ของแพทยสภา ให้ผ่านก่อน ซึ่งต้องมุมานะห์อย่างมาก กว่าคนๆหนึ่งจะสอบผ่านใบประกอบโรคศิลป์ และได้เป็นหมอรักษาโรค ที่ประชาชนใหการยอมรับและไว้ใจให้หมอรักษา
-แล้วเรื่องกะรอมัตหล่ะครับ จะดูจากไหน ต้องทำอิบาดัตมากเท่าไหร่ ถึงจะได้รับ มีกี่ระดับอะไรยังไง แล้วเราที่เป็นมนุษย์ธรรมดาๆ จะรู้ด้วยหรอครับ ว่าการงานที่เราทำนั้นอัลลอฮจะรับหรือไม่รับ เป็นเรื่องของอัลลอฮไม่ใช่หรอ ที่จะรับหรือไม่รับการงานที่เราทำไว้ ส่วนเราจะเห็นผลงานของเราอีกทีนึง ก็กิยามัตโน่น ไม่ใช่หรอครับ จะมีใครเห็นผลบุญที่ได้กระทำไว้บ้าง คำตอบคือไม่มีแน่นอน ถึงเราจะมั่นใจว่าเราทำอิบาดัตมากขนาดไหนก็ตาม แต่เรามั่นใจร้อยเปอร์เซ็นแล้วหรอครับ ว่าอัลลอฮจะรับการงานของเรา นอกเสียจากว่าเรามีความหวังว่าอัลลอฮจะมอบ
-แล้วเรื่องของเชคดาวูดแห่งปัตตานีที่ได้ยกมานั้น ความคิดของผมคิดว่ากล่าวเกินจริงไป เหมือนกับว่าได้ทำอิบาดัตทำความดีแล้ว เสมือนว่าตัวเองได้เห็นผลบุญด้วยกับตาตัวเองอะไรอย่างนั้น และสิ่งที่กล่าวมานั้น เหมือนกับว่าได้เห็นกะรอมัตเลยครับ ซึ่งผมไม่เชื่อครับ(ความคิดส่วนตัว) ก็ที่ผมกล่าวมาแล้วว่าผลบุญของเราที่เราทำนั้นไม่มีใครเห็นหรอก นอกจากวันกิยามัตเท่านั้น
-ส่วนเหตุการอภินิหารของบรรดานบีที่ได้ยกมานั้น ไม่มีใครปฏิเสธหรอกครับ เพราะมันมีหลักฐานชัดเจนอยู่แล้ว
-และอีกอย่างนึงซึ่งผมนำมาคิดเปรียบเทียบได้ว่า เอ๋....เราลองมาดูบทเรียนเราะมะฏอนที่ผ่านมาสิ ผมมั่นใจว่าประชาชาติอิสลามยุคสุดท้ายนั้น ไม่มีกลุ่มชนไหนที่จะประกอบอิบาดัตได้ประเสริฐและยอดเยี่ยมเทียบเท่ากับบรรดาศอฮาบัตผู้ใกล้ชิดท่านนบีอีกแล้วหล่ะครับ หรือมีใครจะกล้าเถียง
-ขนาดบรรดาศอฮาบัตซึ่งประกอบอิบาดัตในเดือนเราะมะฏอนอย่างหนักหน่วงที่สุดแล้ว แต่ท่านเหล่านั้น ก็ไม่มีใครเลยที่กล้ารับประกันว่าตัวเองจะได้รับการตอบรับจากอัลลอฮ เพราะมันเป็นสิ่งพ้นญานวิสัย เป็นเรื่องของอัลลอฮที่จะรับหรือไม่รับการงาน แต่ท่านเหล่านั้นก็ขอดุอาร์ต่ออัลลอฮเป็นเวลาถึง 6 เดือนหลังเราะมะฏอน ขอให้อัลลอฮรับการงานที่ได้ทำไว้ในเดือนเราะมะฏอน (พี่น้องก็อย่าลืมขอดุอาร์ต่ออัลลอฮอย่างสม่ำเสมอหล่ะ ขอให้อัลลอฮทรงรับการงานที่เราได้ทำในเดือนเรามะฏอน)
-แล้วเราหล่ะเป็นใคร? ถึงได้กล้าตัดสินว่าคนนั้น คนนี้ได้รับอะไรที่พิเศษจากอัลลอฮ หากไม่มีหลักฐาน แล้วศอฮาบัตท่านไหนบ้างหล่ะที่จะมาประกาศว่าตัวเองได้รับกะรอมัตจากอัลลอฮเพื่อให้สานุศิษย์ยกย่องนับถือ ซึ่งไม่เหมือนกับตอนนี้ที่เห็นว่า เอ๋...ตกลงที่อ้างว่าโตะครูนั้นได้รับกะรอมัต (ซึ่งเรื่องอภินิหารที่ได้อ้างนั้นเป็นความจริงหรือไม่ก็ไม่รู้ อ่านแล้วยัง...โห...อภินิหารนี้ แหมดูเหมือนจะยิ่งใหญ่พอๆกับอภินิหารของนบีมูซาที่ใช้ไม้เท้าแยกทะเลเลยอ่ะ คนอะไรเดินไม่กี่ก้าวก็ถึงมักกะห์) ... ตกลงว่าทำความดีเพื่ออัลลอฮ หรือว่าทำเพื่อจะได้ชื่อว่ารับกะรอมัตจากอัลลอฮ และให้ศานุศิษย์ยกย่องนับถือกันแน่ เห็นๆพูดกันจังว่ามีโตะครูคนนั้นคนนี้มีบะรอกัต... ทั้งๆที่ความบะรอกัตมาจากอัลลอฮ แล้วยังไม่รู้เลยว่าอัลลอฮให้หรือยัง
-อีกอย่างหนึ่ง ผมมีความคิดว่า หากจะยกตัวอย่างเหตุการณ์ บุคคลเพื่อให้เป็นแบบอย่างแก่มุสลิม ผมไม่เห็นด้วยที่จะยกตัวอย่างของใครคนใดคนหนึ่งแล้วมาอ้างว่า ได้ละหมาดอย่างนั้นอย่างนี้ ได้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ จนได้รับกะรอมัตจากอัลลอฮ (จริงหรือเปล่าไม่รู้) และยกย่องท่านนั้น และนำเขามาเป็นตัวอย่างในการดำเนินชีวิต แล้วบรรดาศอฮาบะห์หล่ะอยู่ไหน ไม่ได้อยู่ในสายตาท่านเลยหรอ เชคดาวูดแห่งปัตตานีกับศอฮาบะห์ที่ใกล้ชิดกับนบี ใครหล่ะที่ควรจะน่าศึกษาวิถีการดำเนินชีวิตมากกว่ากันและปรับเข้ามาใช้กับชีวิตเรา ยิ่งคอลีฟะห์ทั้งสี่ท่านก็มีบุคลิกภาพที่แตกต่างกัน รวมถึงท่านเหล่านั้นก็ร่วมสมรภูมิสงครามกับท่านนบีด้วย ประชาชาติสมัยนี้มีใครอีกเล่าจะเทียบเท่า เดี๋ยวนี้หนังสือประวัติของท่านภาษาไทยก็มีให้อ่านกัน...
-เรื่องกะรอมัตมันยังคลุมคลัวครับ ยังมืด ยังไม่สว่างครับ สำหรับส่วนตัวผม ส่วนตัวผมก็มีวิจารณญานที่จะเลือกเชื่อหรือไม่เชื่อครับ ...หากมีอะไรที่น่าเชื่อถือมากกว่านี้ ก็จะใช้สติปัญญาไตร่ตรองอีกครั้งนึงครับผม...
เป็นความคิดเห็นส่วนตัวหน่ะ ไม่ได้เนียตที่จะมาโต้เถียงอะไร ผมพยายามพูดให้อยู่ในสาระ หากผิดพลาดก็ขอมะอัฟด้วยครับผม
Re: ลัทธิศูฟีย์ ฤาษีเเห่งอาหรับ.. By: kirah_l Date: ต.ค. 10, 2008, 10:03 PM
คุณ colidlayla เข้าใจผิดแล้วครับ ถ้าผมไม่เชื่อการอมะของคนที่คุณยกขึ้นมา หรือเล่ากันมา แล้วผมไม่เชื่อนั้น อากีดะของผมก็ไม่เสียหาย เพราะ 1. มันไม่ใช่สิ่งที่นั้นนบียืนยันว่ามันมีที่ใคร (คนวลียุลลอ นี้ นบียืนยันนะครับ)สมมติ คุณเล่าว่า มีโต๊ะครูคนหนึง หายตัวได้ แล้วผมบอกว่า โม้เปล่า อากีดะผมไม่ได้เสียหาย และไม่จำเป็นต้องกล่าวชาฮาดะใหม่ 2. มันไม่ช่สิ่งที่มีฮาดิษเล่า เเต่ถ้าเป็นสิ่งที่เกิดกับนาบีหรือมัวะญิศาต และมีฮาดิษยืนยัน อันนี้วายิบต้องเชื่อ
Re: ลัทธิศูฟีย์ ฤาษีเเห่งอาหรับ.. By: คะลัคคะลุย Date: ต.ค. 10, 2008, 10:18 PM
2. มันไม่ช่สิ่งที่มีฮาดิษเล่า เเต่ถ้าเป็นสิ่งที่เกิดกับนาบีหรือมัวะญิศาต และมีฮาดิษยืนยัน อันนี้วา
เรื่องที่ไม่เชื่อกะรอมัตเนี่ย คุณ kirah_l และคุณ *Qolbun_saleem* ไปศึกษามาเองว่าไม่มีกะรอมัตหลังจากสมัยท่านนบี หรือว่าบรรดาอาจารย์ของคุณสอนมาครับ อยากรู้มากๆ เลย
Re: ลัทธิศูฟีย์ ฤาษีเเห่งอาหรับ.. By: kirah_l Date: ต.ค. 10, 2008, 10:24 PM
[เรื่องที่ไม่เชื่อกะรอมัตเนี่ย คุณ kirah_l และคุณ *Qolbun_saleem* ไปศึกษามาเองว่าไม่มีกะรอมัตหลังจากสมัยท่านนบี หรือว่าบรรดาอาจารย์ของคุณสอนมาครับ อยากรู้มากๆ เลย/quote]
แล้วนาบียืนยันว่า อย่างไรละครับ แน่นอน คนที่อิบาดะต่ออัลเลาะนั้นอัลเลาะตอบแทน แน่นอน ผมถามว่าสิ่งที่เกิดกะเชคดาวุด คุณเห็นกับตาเหรอเปล่าหรือว่าเป็นแค่เรื่องเล่า จากชายคนหนึ่งถึงชายคนหนึง หรือจากลูกศิษคนหนึงแต่ไม่รู้ว่าลูกศิษคนนั้นมีจริงหรือเปลา เอ้ หรือว่าฝันเห็นหว่า .
Re: ลัทธิศูฟีย์ ฤาษีเเห่งอาหรับ.. By: kirah_l Date: ต.ค. 10, 2008, 10:26 PM
เพราะส่วนมากคนเป็นซูฟี พอเรียนนานๆ "กูคืออัลเลาะ อัลเลาะคือกู" ได้มาจาก หนังสือ ชื่อ ตอรีกุลลอ เขียนโดยอาจารแถวหนองจอกคู้ซ้าย อาจารไรหว่า.
Re: ลัทธิศูฟีย์ ฤาษีเเห่งอาหรับ.. By: al-azhary Date: ต.ค. 10, 2008, 10:30 PM
[เรื่องที่ไม่เชื่อกะรอมัตเนี่ย คุณ kirah_l และคุณ *Qolbun_saleem* ไปศึกษามาเองว่าไม่มีกะรอมัตหลังจากสมัยท่านนบี หรือว่าบรรดาอาจารย์ของคุณสอนมาครับ อยากรู้มากๆ เลย/quote]
แล้วนาบียืนยันว่า อย่างไรละครับ แน่นอน คนที่อิบาดะต่ออัลเลาะนั้นอัลเลาะตอบแทน แน่นอน ผมถามว่าสิ่งที่เกิดกะเชคดาวุด คุณเห็นกับตาเหรอเปล่าหรือว่าเป็นแค่เรื่องเล่า จากชายคนหนึ่งถึงชายคนหนึง หรือจากลูกศิษคนหนึงแต่ไม่รู้ว่าลูกศิษคนนั้นมีจริงหรือเปลา เอ้ หรือว่าฝันเห็นหว่า .
นั่นแสดงว่า คนไม่เชื่อกะรอมัตนอกจากคุณต้องเห็นมันด้วยตนเอง แสดงว่าหลักจากนบะวะฟาตไปแล้ว คุณก็ไม่เชื่อว่าจะมีกะรอมัตเกิดขึ้นกับผู้ใดเพราะคุณไม่เห็นด้วยตา
คุณ kirah_l พอที่จะให้คำนิยามของกะรอมัตได้ไหมครับ แล้วพอจะบอกได้ไหมว่า แนวทางใดบ้างปฏิเสธกะรอมัต ที่ผมทราบคือมีพวกมั๊วะตะซิละฮ์และพวกชีอะฮ์ไม่เชื่อว่ามีกะรอมัตเพราะอ้างเหมือนกับที่คุณอ้างแบบที่ผ่านๆ มานั่นเอง แล้วยังไม่แนวทางใหนอีกครับที่ปฏิเสธเรื่องกะรอมัต หรือว่าแล้วแนวทางของซุนนะฮ์ ปฏิเสธเรื่องกะรอมัตด้วย หากมีช่วยบอกผมหน่อยน่ะครับ
Re: ลัทธิศูฟีย์ ฤาษีเเห่งอาหรับ.. By: kirah_l Date: ต.ค. 10, 2008, 10:36 PM
ผมไม่ได้ปฎิเสธสิ่งเหนือธรรมชาติ ที่อัลเลาะทรงประทานให้แก่คนที่พระองค์ทรงประสงค์ แล้วคุณยืนยันว่าสิ่งที่เกิดกับเชคดาวุดเป็นความจริง ผมไม่ได้ปฎิเสธว่า ท่านนบีทรงผ่าดวงจันทร์เป็นสองซีก หรือมัวะญิซาตต่างๆ แต่ผมถามว่า สิ่งที่เกิดกับเชคดาวุดเป็นความจริง คุณรู้อย่างไร ถ้าไม่เกิดเท่ากับว่าคุณโกหกใส่เชคดาวุดนะครับ.
Re: ลัทธิศูฟีย์ ฤาษีเเห่งอาหรับ.. By: al-azhary Date: ต.ค. 10, 2008, 10:43 PM
ผมไม่ได้ปฎิเสธสิ่งเหนือธรรมชาติ ที่อัลเลาะทรงประทานให้แก่คนที่พระองค์ทรงประสงค์ แล้วคุณยืนยันว่าสิ่งที่เกิดกับเชคดาวุดเป็นความจริง ผมไม่ได้ปฎิเสธว่า ท่านนบีทรงผ่าดวงจันทร์เป็นสองซีก หรือมัวะญิซาตต่างๆ แต่ผมถามว่า สิ่งที่เกิดกับเชคดาวุดเป็นความจริง คุณรู้อย่างไร ถ้าไม่เกิดเท่ากับว่าคุณโกหกใส่เชคดาวุดนะครับ.
คำกล่าวของคุณที่ว่า "ผมไม่ได้ปฏิเสธสิ่งเหนือธรรมชาติ" นั้น คือคุณเชื่อเรื่องการมีกะรอมัตใช่ไหมครับ โปรดตอบด้วย ผมจะได้รู้จุดยืนของคุณว่ามีกะรอมัตในอิสลามหลังจากท่านร่อซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม วะฟาตหรือเปล่า?